รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ลงพื้นที่จังหวัดยโสธร ติดตามผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ลงพื้นที่จังหวัดยโสธร ติดตามผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ
วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ลงพื้นที่อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ โดยมี นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ดร.สิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน และผู้บริหารวิทยาลัยชุมชน ร่วมต้อนรับ
โครงการดังกล่าวได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สังกัดกระทรวง อว. โดยมีวิทยาลัยชุมชนยโสธรเป็นคณะผู้ดำเนินการวิจัยในพื้นที่
ในช่วงเช้า คณะรัฐมนตรีเดินทางเข้าพื้นที่ตำบลหนองแหน อำเภอกุดชุม เพื่อเยี่ยมเยียนครัวเรือนยากจนที่ได้รับความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย ผลจากความร่วมมือของวิทยาลัยชุมชนยโสธรและภาคีเครือข่าย พร้อมเยี่ยมชมพื้นที่โมเดลแก้จนเกษตรแปลงรวม และชมนิทรรศการนวัตกรรมและเทคโนโลยีแก้จน ณ ศูนย์เรียนรู้โคกหนองนา ซึ่งเป็นผลงานความร่วมมือกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
จากนั้นในเวลา 11.00 น. นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยการรายงานผลการดำเนินงานจากดร.สิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน ซึ่งได้กล่าวขอบคุณ บพท. ที่สนับสนุนโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสถาบันวิทยาลัยชุมชนที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ โครงการดำเนินการใน 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ แม่ฮ่องสอน จังหวัดยากจนที่สุดในประเทศ แต่ประชาชนมีความสุขและพอเพียง มีโมเดลหมู่บ้านวัฒนธรรมพิเศษเนื่องจากมีกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย ยโสธรมี GPP อยู่ ในอันดับท้าย ๆ ของประเทศแต่มีความโดดเด่นด้านห่วงโซ่พืชผักอินทรีย์ มีป่าชุมชนกว่าพันไร่และขายคาร์บอนเครดิตได้ มุกดาหาร ติดอันดับ 10 จังหวัดยากจนที่สุด แต่มีกลไก “คุยกันทั้งจังหวัด” และเป็นจังหวัดเดียวที่นำ AI มาใช้พยากรณ์ความยากจน ชัยนาท มีสัดส่วนสังคมสูงวัยถึง 27% และเผชิญปัญหาดินเสื่อมโทรม
ดร.สิริกรเน้นว่าสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดคือฐานข้อมูลครัวเรือนยากจนที่ผ่านการสอบทานแล้ว ทำให้การสอบทานข้อมูลใน 4 จังหวัดนี้ใช้เวลานานถึง 3 – 4 ปีกว่าจะนิ่ง ผลลัพธ์ที่ได้คือครัวเรือนยากจนที่สอบทานแล้ว ชัยนาท 6,393 ครัวเรือน มุกดาหาร 6,184 ครัวเรือน ยโสธร 5,416 ครัวเรือน และแม่ฮ่องสอนมากที่สุดที่ 18,000 กว่าครัวเรือน พร้อมเกิดนวัตกรรมแก้จนรวมกันหลายสิบรายการ (ชัยนาท 21 นวัตกรรม มุกดาหาร 5 ยโสธร 3 และแม่ฮ่องสอน 13) โดยรายได้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25 – 40% ในหลายพื้นที่ และค่า SROI สูงกว่า 1.00
ท้ายที่สุดเสนอให้ขยายผลโครงการโดยใช้วิทยาลัยชุมชนเป็น “อว. ส่วนหน้า” เชื่อมโยงกับกระทรวง พม. และกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมเน้นย้ำว่าควรให้ความสำคัญกับมิติการศึกษามากขึ้น เพราะพบว่ามีคนที่ไม่จบการศึกษาภาคบังคับจำนวนมากอย่างน่าตกใจ
นายบุญธรรม เลิศสุขีเกษม ประธานสภาวิทยาลัยชุมชนยโสธร ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ได้กล่าวรายงานว่าโครงการในจังหวัดยโสธรเริ่มตั้งแต่ปี 2563 โดยทีมวิจัยได้บูรณาการข้อมูลจากหลายหน่วยงาน ร่วมกับการลงพื้นที่สำรวจสอบทานจริงโดยผู้นำท้องถิ่นและทีมนักวิจัย จนได้ข้อมูลครัวเรือนยากจน 5,416 ครัวเรือน หรือประมาณ 21,000 คน โดยพบมากที่สุดในอำเภอเลิงนกทา คำเขื่อนแก้ว และอำเภอเมือง ซึ่งสอดคล้องกับสัดส่วนประชากรที่มากในพื้นที่เหล่านั้น การส่งต่อความช่วยเหลือมี 4 รูปแบบ คือ กรณีเร่งด่วนเฉพาะราย การส่งต่อตามความต้องการเฉพาะด้าน (เช่น บ้าน การศึกษา) และการส่งต่อให้ อปท./หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลต่อเนื่อง ซึ่งจนถึงปัจจุบันส่งต่อไปแล้ว 1,456 ราย ได้รับความช่วยเหลือแล้ว 1,131 ราย
นอกจากนี้ยังพัฒนาโมเดลแก้จน 3 รูปแบบ คือ พลังวัฒน์โมเดล (อำเภอทรายมูล 41 ครัวเรือน) โมเดลห่วงโซ่คุณค่าพืชผักอินทรีย์แก้จน (อำเภอกุดชุมและเลิงนกทา 327 ครัวเรือน ซึ่งกุดชุมถือเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีปราชญ์ชาวบ้านสำคัญหลายคน) และโมเดลเศรษฐกิจชุมชนเพื่อปรับตัวในพื้นที่ภัยพิบัติ ท้ายนี้เสนอให้จังหวัดนำฐานข้อมูล PPP Connect ไปใช้เป็นฐานข้อมูลกลางของจังหวัด และให้มีการติดตามความยั่งยืนของโมเดลทั้ง 3 อย่างต่อเนื่อง เพื่อยืนยันผลก่อนขยายไปสู่พื้นที่อื่น
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้กล่าวว่าในฐานะผู้กำกับดูแลงานด้านทุนมนุษย์ทั้งระบบ ทั้งกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ เด็กและเยาวชนในระบบการศึกษา โดยชี้ว่าปัญหาความยากจนมีความซับซ้อนและอาจเกิดข้ามรุ่น การมีหลายฐานข้อมูลไม่เป็นปัญหาตราบใดที่ทุกฐานสามารถชี้ให้เห็น “ความจริงเดียวกัน” ว่าใครประสบปัญหาอะไรและควรได้รับสิทธิ์ใด โดยเน้นว่าอีก 4 ปีข้างหน้าจะพยายามนำโมเดลที่ดีจาก 20 จังหวัดต้นแบบ (ที่ทำ MOU ตั้งแต่ปี 2564) ไปขยายผลทั่วประเทศ โดยใช้กลไกมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชุมชนที่มีต้นทุนทั้งด้านสถานที่และบุคลากรเป็นตัวขับเคลื่อน ผ่านการทำงานคู่ขนานทั้งจากบนลงล่าง (นโยบายภาครัฐ) และล่างขึ้นบน (ให้จังหวัดนำแผนงานวิจัยไปบรรจุในแผนพัฒนาจังหวัดเพื่อขอรับงบประมาณ) พร้อมทั้งได้วิเคราะห์ปัญหาความยากจนออกเป็น 5 ทุนหลักที่ขาด ได้แก่
• ทุนมนุษย์-ทักษะอาชีพ ซึ่งสามารถแก้ด้วยงานวิจัยระดับชุมชนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology) จากหน่วยงานในกระทรวง อว. เช่น วว. วช. บพท.
• ทุนทางกายภาพ เช่น การไม่มีที่ดินทำกิน ซึ่งแก้ได้ด้วยการใช้พื้นที่ส่วนกลางของชุมชนร่วมกัน
• ทุนทางธรรมชาติ ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง-ภัยพิบัติ ซึ่งต้องมีโมเดลรับมือภัยพิบัติควบคู่กับโมเดลสร้างอาชีพ
• ทุนทางสังคม คือการขาดผู้ที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงหรือผู้ประสานงานช่วยเหลือ
• ทุนทางการเงิน ไม่มีการออม มีหนี้สิน
และเน้นย้ำว่าการแก้ปัญหาความยากจนต้องมองครบ 5 มิติ คือ เศรษฐกิจ (รายได้) สุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัย และการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการที่ควรได้รับ ไม่ใช่มองเพียงมิติรายได้อย่างเดียว โดยยกตัวอย่างว่าจากการดำเนินโครงการทั้ง 20 จังหวัด สามารถเพิ่มรายได้ให้ประชาชนรวมกันเกือบพันล้านบาท และส่งคนที่ตกหล่นเข้าสู่ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้กว่า 3 แสนคน
ในช่วงท้าย ท่านได้กล่าวขอบคุณและให้เครดิตทีมงานและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมผลักดันโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นว่าคนทำงานเหล่านี้เปรียบเสมือน “ฮีโร่เบื้องหลัง” ที่ทำงานมาอย่างเงียบ ๆ โดยไม่ได้รับการยอมรับมากนัก และหวังว่าการมาเยือนครั้งนี้จะช่วยสร้างพลังใจและความชอบธรรมให้กับการขยายผลโครงการต่อไปในระยะยาว
ในโอกาสนี้ รองนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่ภาคีเครือข่ายผู้ขับเคลื่อนโครงการ จำนวน 3 ราย ได้แก่ นายทะนงศักดิ์ สายชารี นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ นายปริญญา มีไชย นักพัฒนาเชิงพื้นที่เครือข่ายแก้จนยโสธร และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายโสธร เขต 2
จากนั้นได้มอบเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้แก่กลุ่มเกษตรกรใน 4 พื้นที่ ได้แก่ ยโสธร ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี และศรีสะเกษ พร้อมมอบป้ายนวัตกรรมจากวิทยาลัยชุมชนยโสธรให้แก่ตัวแทนชุมชนในอำเภอทรายมูลและกุดชุม
ปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมนิทรรศการโมเดลแก้จนจากพื้นที่ต่าง ๆ รวม 8 บูธ ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษา ที่อยู่อาศัย เกษตรกรรม และผลิตภัณฑ์แปรรูปที่สร้างรายได้ให้ชุมชน โดยรองนายกรัฐมนตรีได้พูดคุยกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาตลอดชีวิตที่ไม่จำกัดอายุ และแนวคิดการใช้พื้นที่กลางสำหรับผู้ไม่มีที่ดินทำกิน

ติดต่อศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัล

กำลังส่งข้อมูล...