The Taste of Phang-Nga นวัตกรรมชุมชนจากทุนท้องถิ่น : ข้าวเกรียบปูดำ และขนมข้าวไร่ดอกข่าทรงเครื่อง

The Taste of Phang-Nga

โดยวิทยาลัยชุมชนพังงา

นวัตกรรมชุมชนจากทุนท้องถิ่น : ข้าวเกรียบปูดำ และขนมข้าวไร่ดอกข่าทรงเครื่อง

  ความเป็นมา

    วิทยาลัยชุมชนพังงาได้ดำเนินการวิจัยเพื่อยกระดับอัตลักษณ์และขีดความสามารถทางการแข่งขันของท้องถิ่นด้วยแนวคิด “The Taste of Phang Nga” โดยมีวัตถุประสงค์การใช้ “ทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ” เป็นฐานสำคัญในการสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจโดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านคหกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์อาหาร 

พื้นที่ วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านไสเสียด ต.บ่อแสน อ.ทับปุด และวิสาหกิจชุมชนบ้านท่าไร่ ต.บางเตย อ.เมือง จ.พังงา

    การดำเนินงาน   ในปี 2566 วิทยาลัยชุมชนพังงาร่วมกับวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านไสเสียด ทับปุด เริ่มพัฒนา สูตรข้าวไร่ดอกข่าทรงเครื่อง และทดสอบตลาด ปี 2567  พัฒนาบรรจุภัณฑ์ ได้รับ อย. ปี 2568 พัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ เพื่อกำหนดให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้านของฝาก 

    ส่วนข้าวเกรียบปูดำนั้น ดำเนินการร่วมกับวิสาหกิจชุมชนบ้านท่าไร่ ต.บางเตย อ.เมืองพังงา ปี พ.ศ. 2567 เริ่มพัฒนาสูตรข้าวเกรียบปูดำ และทดสอบตลาดจากบรรจุภัณฑ์ถุงคราฟ  ปี 2568 พัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ เพื่อกำหนดให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้านของฝาก และ ปี 2569 พัฒนารสชาติใหม่ 

 1. วิเคราะห์ศักยภาพของวัตถุดิบพื้นถิ่น

ขนมข้าวไร่ดอกข่า แปรรูปจากข้าวพันธ์พื้นเมืองซึ่งขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดพังงา โดยใช้เทคนิคการรักษาคุณค่าทางโภชนาการและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ผสมผสานกับเครื่องเทศและกุ้งเคยในท้องถิ่น ตอบโจทย์ผู้ใส่ใจสุขภาพและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ

ปูดำเกรดรอง  การนำปูดำที่มีขนาดเล็กหรือเกรดรองจากตลาดประมงสด ซึ่งมักถูกจำหน่ายในราคาต่ำ มาผ่านกระบวนการสกัดรสชาติเข้มข้นเพื่อผลิตเป็น “ข้าวเกรียบปูดำ” เป็นการจัดการทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยยกระดับรายได้ให้แก่กลุ่มประมงพื้นบ้าน

    หัวใจสำคัญของการเสริมสร้างทักษะการจัดการของกลุ่มวิสาหกิจ คือ กระบวนการสร้างให้สมาชิกในกลุ่มเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง

 ผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

    “The Taste of Phang Nga” ประสบความสำเร็จ และสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชุมชน ดังนี้

มิติเศรษฐกิจ
การยกระดับมูลค่าทรัพยากรและรายได้หมุนเวียน

    ขนมข้าวไร่ดอกข่าทรงเครื่อง เกิดการสร้าง “ราคานำตลาด” ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่า (GI) โดยตรง ทำให้ผลผลิตมีมูลค่าสูงกว่าการจำหน่ายเป็นข้าวสารแปรรูปขั้นต้นอย่างเดียว

    ข้าวเกรียบปูดำ เปลี่ยนสถานะของ “ปูดำเกรดรอง” จากวัตถุดิบราคาต่ำหรือเหลือทิ้งในตลาดประมง ให้กลายเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลให้ชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้เสริมที่แน่นอนจากการจัดการทรัพยากรส่วนเกิน เกิดการจ้างงาน กลุ่มแม่บ้านไสเสียดขยายกำลังการผลิตขนม มีรายได้เพิมขึ้น ก่อให้เกิดการจ้างงานแม่บ้านและผู้สูงอายุในพื้นที่

มิติสังคมและวัฒนธรรม

    การสืบทอดภูมิปัญญาการผลิตแบบดั้งเดิม เช่น ปรุงรสด้วยเครื่องเทศสมุนไพรพื้นถิ่นและการใช้เตาถ่าน ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอาหารของพังงา นำมาปรับใช้ร่วมกับมาตรฐานความปลอดภัยสมัยใหม่ (อย.) ภูมิปัญญาไม่สูญหายไปตามกาลเวลา ข้าวเกรียบได้พัฒนารสปูดำดั้งเดิมและรสปูดำใบขลู อาจมีน้ำจิ้มในถุง เพื่อขายในตลาดชุมชน

  • ความภาคภูมิใจในท้องถิ่น “ของดีในรั้วบ้าน” ได้รับการพัฒนาจนมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและได้รับมาตรฐานสากล ช่วยสร้าง “ความรู้สึกเป็นเจ้าของ” และความภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชน

มิติสิ่งแวดล้อม

    การรักษาความหลากหลายชีวภาพ ความต้องการใช้ข้าวไร่ดอกข่าในการผลิตขนม เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรยังคงพื้นที่ปลูกข้าวไร่ในที่ราบไว้ ช่วยลดปัญหาการบุกรุกป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว (เช่น ปาล์มน้ำมันหรือยางพารา) ที่มักส่งผลกระทบต่อหน้าดินและระบบนิเวศ

    การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (Zero Waste) การนำปูดำเกรดรองมาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบ คือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดความสูญเสียในห่วงโซ่อาหาร และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการดูแลรักษาป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปูดำ

    กรณีศึกษา “The Taste of Phang Nga” สะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาสร้างพลังทางปัญญาให้ชุมชน เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับบริบทพื้นที่ การบูรณาการระหว่างวัตถุดิบที่มีอัตลักษณ์ ความเข้มแข็งของกลุ่มวิสาหกิจ และการสนับสนุนเชิงเทคนิคที่ต่อเนื่อง

ติดต่อศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัล

กำลังส่งข้อมูล...
โปรดรอซักครู่