การสัมมนา เรื่อง “การระดมความคิดเห็นเพื่อปรับบทบาทสถาบันวิทยาลัยชุมชน ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก” ระหว่างวันที่ ๒๑ – ๒๒ เมษายน ๒๕๖๙ ณ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน กรุงเทพมหานคร
สถาบันวิทยาลัยชุมชนจัดการสัมมนา เรื่อง “การระดมความคิดเห็นเพื่อปรับบทบาทสถาบันวิทยาลัยชุมชน ให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก” เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับบทบาทของวิทยาลัยชุมชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก แลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวทางการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน การสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันวิทยาลัยชุมชนกับชุมชนและภาคีเครือข่าย และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางพัฒนาสถาบันวิทยาลัยขุมชนอย่างยั่งยืน การสัมมนาครั้งนี้ มีนายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการสภาวิชาการ คณะอนุกรรมการ ผู้บริหารสถาบัน ประธานและกรรมการสภาวิทยาลัยชุมชน ๒๐ จังหวัด ผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชน ๒๐ จังหวัด เข้าร่วมสัมมนา รวม ๑๒๐ คน โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิ บรรยายและแลกเปลี่ยนมุมมองในการปรับบทบาทสถาบันวิทยาลัยชุมชนเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-based Community Development)
วันที่ ๒๑ เมษายน ๒๕๖๙
รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เสนอมุมมอง “บทบาทวิทยาลัยชุมชนกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในยุคปัจจุบัน” ในฐานะที่ท่านเคยกำกับดูแลและจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนในช่วงเวลาที่เป็น รมช.ศธ. กล่าวว่า หัวใจการพัฒนา คือ ทำให้ประชาชนมีรายได้ อาชีพมั่นคง และทักษะที่ตลาดต้องการใน ๕ – ๑๐ ปีข้างหน้า พร้อมย้ำให้วิทยาลัยชุมชนสร้างผลกระทบจริงในพื้นที่ ไม่ “เผลอ” กลายเป็นมหาวิทยาลัย ๔ ปี โดยมีข้อเสนอที่ “ทำได้จริง” และสอดคล้องกับบริบทวิทยาลัยชุมชนไทย อาทิ วิทยาลัยชุมชนทำตัวเป็น “ศูนย์ทักษะเฉพาะของแต่ละพื้นที่” ตั้ง Mini lab ร่วมกับเอกชนในการปรับทักษะใหม่ให้ตรงกับความต้องการ เป็น SME Clinic สร้าง Digital AI Workforce, ปฏิวัติเกษตรด้วย IoT โดรน และเกษตรแม่นยำ เป็นต้น วิทยาลัยชุมชนมุ่งสร้าง Real World Impact โดยจะเป็น “โรงงานผลิตทักษะ” ศูนย์เชื่อมไอเดีย และธุรกิจ และตัวเร่งเศรษฐกิจท้องถิ่น ต้องสอนแบบ เรียน ๑ วัน ทำเงินได้แล้ว สอนเป็นแพ็กเกจอาชีพ โดยมองว่า ทักษะ AI ที่เหมาะกับชาวบ้านคือ ใช้ AI ช่วยขาย ใช้ AI ช่วยผลิต content ใช้ AI ลดต้นทุน เป็นต้น รองรับบริบทท้าทาย เช่น อัตราเกิดต่ำ ผู้เรียนลด ความเหลื่อมล้ำสูง โดยเฉพาะกลุ่มไม่จบภาคบังคับ เป็นต้น
ดร.สิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน บรรยายพิเศษ เรื่อง “โลกเปลี่ยน โจทย์ใหม่ : ทางเลือกและทางรอดของวิทยาลัยชุมชน” ท่านกล่าวว่า ช่วงเวลา ๒๔ ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วิทยาลัยชุมชนจัดตั้งขึ้น มีสิ่งที่ดีที่ได้เริ่มดำเนินงานตามพันธกิจจัดการศึกษา วิจัย บริการวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม อาทิ Green Community College การนำ AI มาเป็นผู้ช่วยทำงาน การพัฒนาหลักสูตรใหม่ที่ตอบโจทย์ เริ่มระบบคลังหน่วยกิตในปี ๒๕๖๙ และกำลังจะก้าวเดินต่อไป ปัจจุบันสถาบันวิทยาลัยชุมชนได้พัฒนาเว็บไซต์ ที่เป็นเสมือนโชว์รูม (show room) เป็นช่องทางของการสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ผลงานของวิทยาลัยชุมชนท่านได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์จากสถิติจำนวนนักศึกษาที่เข้าเรียนใน วชช. พบว่า ผู้เรียนอนุปริญญา มีความผันผวน ๔,๘๐๐ – ๕,๖๐๐ คน/ปี โดยปี ๒๕๖๘ จำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลมาจากนโยบายที่ประกาศให้ วชช.จัดการศึกษาในจังหวัดที่ประกาศเป็นเขตบริการฯ ได้ โดยภาพรวมมีผู้สำเร็จการศึกษา ร้อยละ ๕๒-๕๔ มีนักศึกษาหายไปจากระบบ ถึงร้อยละ ๔๕-๕๐ ดังนั้น สิ่งที่วิทยาลัยชุมชนต้องตระหนัก คือ ผู้เรียนในอนาคตไม่ใช่เฉพาะวัย ๑๘-๒๒ ปี แต่คือคนทุกช่วงวัย คุณค่าของสถาบันไม่ได้อยู่ที่วุฒิการศึกษา แต่รวมถึงงาน รายได้ และการพัฒนาชุมชน คุณค่าและการอยู่รอดของสถาบัน วัดจากผลลัพธ์ต่อผู้เรียนและชุมชน การเรียนรู้ต้องรวดเร็ว ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ชีวิตจริง วิทยาลัยชุมชนยังคงเป็นสถาบันของพื้นที่แม้สถานการณ์คับขัน และเป็นกลไกลดความเหลื่อมล้ำ
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินความเสี่ยงในปีที่ผ่านมา มีประเด็นที่ ส.วชช. ต้องทบทวนและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานทั้งด้านกลยุทธ์และการดำเนินงานที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายผู้ด้อยโอกาส และชุมชน การปรับปรุงคุณภาพการศึกษาที่ยังพบจุดอ่อนในด้านสมรรถนะผู้สอน สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เรียน และความเสถียรและความเร็วของการเชื่อมต่อเทคโนโลยี วชช. จึงจะต้องปรับบทบาทจาก “ผู้จัดการศึกษา” ไปสู่ “แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตของชุมชน” พัฒนาหลักสูตรระยะสั้น ยืดหยุ่น เรียนรู้ได้หลายรูปแบบ เช่น modular, Micro-credential, hybrid เน้น upskill reskill ที่เชื่อมการทำงาน อาชีพ และรายได้จริง ใช้ข้อมูลพื้นที่ เป็นฐานในการออกแบบหลักสูตรและบริการ ขยายเครือข่ายการทำงานกับท้องถิ่น ชุมชน ภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ พัฒนาบุคลากรเป็น Coach facilitator ที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น ดังนั้น ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ต้องมุ่งเน้นเพื่อนำไปสู่การปรับแผนกลยุทธ์ระยะต่อไป อาทิ • Lifelong Learning สำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย • Competency-based : เน้นสมรรถนะของยุคสมัย เพื่อการมีอาชีพ รายได้ และเศรษฐกิจฐานราก • Inclusive Access : ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา • Data driven organization : บริหารด้วยข้อมูลจริง • Flexible Learning Model : เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ต้นทุนเหมาะสม • Partnership & Area-based Development : พัฒนาร่วมกับภาคีและบริบทพื้นที่ • Community Resilience : พาประชากรกลุ่มพลาดโอกาสและชุมชนรับมือ ฟื้นตัว และปรับตัวได้ • ไม่ตก trend ของยุคสมัย ในเรื่อง Wellness, Green economy, future food วชช.จะต้องแปรวิกฤตวันนี้ ให้เป็นโอกาส ในการ Empower Communities, เสริมศักยภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมายและชุมชน สร้างโอกาส/ความสามารถในการฟื้นตัว ปรับตัว และเติมโตสู่เศรษฐกิจสีเขียว และดิจิทัลด้วยเครื่องมือ AI หลักสูตรที่ตอบโจทย์สู่สมรรถนะ ๒๑st Century เป็นสถาบันที่มุ่ง “สร้างผลลัพธ์ต่อสังคม” โดยใช้ AI และข้อมูลเป็นเครื่องมือ ตามพันธกิจหลักคือการลดความเหลื่อมล้ำและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
นพ.พิเชฐ บัญญัติ กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า Wellness เป็นเรื่องที่เน้น “Beyond Health, Beyond Disease” Wellness คือ การออกแบบวิถีชีวิตสมดุลที่นำไปสู่ Longevity โดยเฉพาะ Healthy Longevity ผ่านเสาหลัก คือ สุขภาวะกาย-ใจ-สังคม-สิ่งแวดล้อม
-เศรษฐกิจ ใช้มาตรฐานวิทยาศาสตร์บนวิถีไทย (Way of Thai with International Standard) เชื่อม SDGs และสังคมผู้สูงอายุ พร้อมตัวอย่างประยุกต์ระดับพื้นที่ในรูปแบบ Product, Service/Clinic, Program, Project ตั้งเป้ายกระดับชุมชนสู่ Healthy/Wellness Community และออกแบบ Roadmap ๕ ขั้นตอน ให้ลงมือทำทันที ทั้งหมดมุ่งให้วิทยาลัยชุมชน “เห็นช้างทั้งตัว” ผสาน AI/ดิจิทัล เศรษฐกิจฐานราก และสุขภาวะเพื่อผลลัพธ์จับต้องได้
วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๙
ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บรรยายพิเศษ เรื่อง “วิทยาลัยชุมชนในยุคเปลี่ยนผ่าน บทบาทและทิศทาง “วิทยาลัยชุมชนไทย” ให้เป็น AI-Enabled Community และ AI-Enabled Living Ecosystem เชื่อมการศึกษา-การจ้างงาน-การพัฒนาท้องถิ่นภายใต้บริบทความขัดแย้ง วิกฤตพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่ยุคปัญญา/AI โดยย้ำหลักคิด “It takes a country to raise a community college” ท่านได้สะท้อนถึงการเติบโตของวิทยาลัยชุมชนในสหรัฐอเมริกาใน ๔ ช่วงเวลา และเสนอบทเรียนสำหรับวิทยาลัยชุมชนไทย ในประเด็นสำคัญ ๆ อาทิ ออกแบบระบบ Credit Bank และกรอบการโอนย้ายหน่วยกิตเชิงโครงสร้าง (เชื่อมมหาวิทยาลัย ๔ ปี) พร้อมมาตรฐาน Micro-credential ผูกกับวิชาชีพ ปรับโครงสร้างงบประมาณ ใช้ co-financing จาก อบต. อบจ. เทศบาล กระทรวงภาคอุตสาหกรรม ทบทวนข้อจำกัดการจัดการศึกษาข้ามจังหวัด และปรับปรุงกฎหมายให้ปลดล็อก พร้อมแผนการกำกับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา แผนการใช้ทรัพยากรร่วมระหว่าง วชช. หรือสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ วางแผนด้านการเงินลดการพึ่งพางบประมาณภาครัฐ โดยให้มีการกระจายรายได้จากภาษี/งบท้องถิ่น ค่าเรียนที่เหมาะสม รายได้จาก Contract work และศึกษาความเป็นไปได้ตั้งกองทุน หรือมูลนิธิวิทยาลัยชุมชนพร้อมสิทธิประโยชน์ภาษี จัดตั้งคณะทำงานร่วมองค์กรพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น หอการค้าจังหวัด สภาอุตสาหกรรม เพื่อออกแบบหลักสูตรราย sector และสำรวจตลาดแรงงานอย่างเป็นระบบ ทบทวนความลึกซึ้งของหลักสูตรด้าน IT สุขภาพ การบริการ ให้ตรงความต้องการตลาดและมาตรฐานวิชาชีพ บูรณาการ “วิศวกรรมสังคม” ในหลักสูตร พร้อม “โมดูล” ภาคสนามที่แก้ปัญหาจริง (เช่น ระบบกรองน้ำดินลูกรัง/ไบโอชา) และโปรแกรม “ฝังตัวในชุมชน” ทำงานแบบคลัสเตอร์ข้ามวิทยาลัยมิติเชิงประเด็น หรือเชิงพื้นที่ เพื่อลดความซ้ำซ้อน ใช้ทรัพยากรร่วมให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น
การสัมมนาฯ ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากทีมวิทยากรกระบวนการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นำโดย ผศ. ดร.สันติ เจริญพรวัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์ และคณะ ระดมความคิดเห็นภายใต้โจทย์ ๔ ข้อ ๑. ภาพอนาคตที่พึงประสงค์ใน ๕ ปีข้างหน้า ๒. ปัจจัยเสริม (ภายนอก) ให้สำเร็จได้ตามภาพพึงประสงค์ ๓. ปัจจัยอุปสรรค (ภายนอก) ที่ทำให้เกิดความล้มเหลวตามภาพพึงประสงค์ ๔. โครงการริเริ่มที่นำพาวิทยาลัยชุมชนไปสู่ภาพพึงประสงค์ ในระยะสั้น (๑ ปี) ระยะกลาง (ไม่เกิน ๓ ปี) และระยะยาว (ไม่เกิน ๕ ปี) และผลจากการระดมความคิดเห็น กำหนดประเด็นร่วมเกี่ยวกับความคาดหวังภาพอนาคตที่พึงประสงค์ในระยะ ๕ ปี วิทยาลัยชุมชนเป็น “สถานีความรู้ของชุมชน (Knowledge Station) และศูนย์ดิจิทัล คอมมูนิตี้ (Digital Community College) ที่ชุมชนนึกถึงเป็นอันดับแรก เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน ช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีการสื่อสารได้ทุกที่ ทุกเวลา มีระบบ AI รองรับหลักสูตร และเป็นคลังข้อมูลของชุมชน เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่พรัอมให้บริการ เพื่อมุ่งสู่การเป็นวิทยาลัยชุมชนดิจิทัล โดยมีแผนระยะ ๑ ปี ระยะ ๓ ปี และระยะ ๕ ปีรองรับเพื่อการบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งจักได้นำเข้าสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการ กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จในแต่ละระยะ เพื่อให้มีการกำกับทิศทางไปสู่เป้าหมายที่กำหนดร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้อง ต่อไป