loader image

สถาบันวิทยาลัยชุมชน แสดงความกตัญญูและขอพรจาก ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี

สถาบันวิทยาลัยชุมชน แสดงความกตัญญูและขอพรจาก ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สิริกร มณีรินทร์ นายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชน พร้อมนายเจริญชัย วงษ์จินดา ผู้อำนวยการสถาบัน นำคณะผู้บริหารเข้าพบ ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เพื่อแสดงความกตัญญู สรุปผลการดำเนินงาน พร้อมรับข้อคิดเห็นเพื่อการพัฒนาต่อไป

องคมนตรี นพ.เกษม วัฒนชัย ขอให้วิทยาลัยชุมชนไม่ลืมเรื่องความเป็นไทย โดยยกบทสรุปจากงานวิจัยของ ศ.กิตติคุณ ดร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา ที่ได้ศึกษารากเหง้าของคนตระกูลไทในภูมิภาคต่าง ๆ ซึ่งสืบต่อกันมานับพันปีว่า มีโครงสร้างทางสังคมร่วมกัน 3 ระดับ คือ

  1. ระดับครอบครัว
    เน้นสายสัมพันธ์ความกตัญญู ผู้ใหญ่มีหน้าที่อบรมเลี้ยงดูผู้เยาว์ ผู้เยาว์รู้คุณและตอบแทนคุณท่าน

  2. ระดับหมู่บ้าน–ชุมชน
    เน้นความเป็นพี่น้อง ความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และการพึ่งพาตนเองแบบเศรษฐกิจพออยู่พอกิน

  3. ระดับเมือง
    เป็นการรวมกลุ่มที่สูงขึ้นเพื่อจัดการทรัพยากรร่วมกัน โดยมีพื้นฐานจากวัฒนธรรมความเชื่อ ไม่ใช่เพียงการใช้อำนาจปกครอง มุ่งปลูกฝังความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน และความสามัคคี

ทั้งนี้ “ระดับหมู่บ้าน” เป็น “รากแก้ว” ที่แท้จริงของความเป็นไทย เป็นพลังทางสังคมที่เข้มแข็ง และทำให้คนไทสามารถปรับตัวอยู่รอดมาได้ในทุกยุคสมัย

พระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เป็นการบูรณาการรากฐานทางสังคมวัฒนธรรมไทยเข้ากับการพัฒนาการศึกษาในยุคปัจจุบัน ภายใต้หลักการ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ซึ่งสืบสานอย่างต่อเนื่องจากพระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

ดร.สิริกร มณีรินทร์ นายกสภาฯ ได้เรียนสรุปผลการดำเนินงานรอบปีที่ผ่านมาว่า ในภาวะที่ประชากรเกิดลดลง สถาบันมีนักศึกษาอนุปริญญาเข้าใหม่ในภาพรวม ปี 2568 จำนวน 12,296 คน สูงกว่าเดิมประมาณ 3% โดย 5 จังหวัดชายแดนใต้มีนักศึกษาเพิ่มขึ้นสูงกว่าภาคอื่น

วิทยาลัยชุมชนได้ปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น

  • พัฒนาหลักสูตรอนุปริญญา 60 หน่วยกิต เรียนจบได้ประมาณ 2 ปี

  • พัฒนาหลักสูตรใหม่ ๆ เช่น การจัดการทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม

  • ริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ 3 เรื่อง ดังนี้

1. เพิ่มโอกาสเข้าถึงการศึกษา
ขยายการจัดการศึกษานอกจังหวัดที่ตั้งเดิม โดยนำร่องแล้วที่ พิจิตร มุกดาหาร สระแก้ว ยโสธร แพร่ และสงขลา

ตัวอย่างเช่น

  • พิจิตร เปิดหน่วยจัดที่จังหวัดพิษณุโลกและเพชรบูรณ์

  • สมุทรสาคร เปิดที่ค่ายนายสิบ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

  • แพร่ เปิดที่จังหวัดลำปางและอุตรดิตถ์

วิทยาลัยชุมชนอื่น ๆ เตรียมเปิดลักษณะเดียวกันร่วมกับเครือข่าย เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ค่ายทหาร และเรือนจำ

ปัจจุบันได้ปรับสถานภาพวิทยาลัยชุมชนสุโขทัยให้เป็นวิทยาเขตของวิทยาลัยชุมชนตาก สามารถดำเนินภารกิจด้วยงบประมาณแผ่นดิน มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และมีผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรสาธารณสุขชุมชนแล้ว 1 รุ่น

2. การขับเคลื่อนสู่การเป็น Digital Community College
เช่น การนำ AI มาใช้ในการปฏิบัติงานและการจัดการเรียนการสอน การนำ e-Office เข้าใช้ และการพัฒนาระบบ Credit Bank เป็นต้น

3. วิทยาลัยชุมชนสีเขียวสู่การเปลี่ยนแปลงชุมชนอย่างยั่งยืน

องคมนตรีรู้สึกยินดีที่สถาบันมีความก้าวหน้าเป็นลำดับ โดยเจตนารมณ์ของการจัดตั้งวิทยาลัยชุมชนในปี พ.ศ. 2545 คือ การสร้างโอกาสการเข้าถึงการศึกษาของคนในจังหวัดที่วิทยาลัยชุมชนตั้งอยู่

ปัจจุบัน คนเกิดใหม่ลดลงเมื่อเทียบกับ 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยลดลงถึง 51% โจทย์ใหญ่คือ ผู้เรียนวิทยาลัยชุมชนจะมาจากไหน และต้องปรับตัวรับโจทย์ใหม่ ๆ จะอยู่เช่นเดิมไม่ได้

จึงได้ให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้

• วิทยาลัยชุมชนต้องปรับหลักสูตรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เช่น จัดหลักสูตร Non-degree สำหรับคนวัยเกษียณหรือวัยทำงาน เช่น AI ด้าน Automation สำหรับบุคคลทั่วไป

• การขยายพื้นที่ให้บริการมากกว่า 20 จังหวัดเดิม เป็นเรื่องที่ดี เพราะในโลกปัจจุบัน Digital Economy ได้ทำลายขอบเขตจังหวัดไปแล้ว แต่ขอให้คงหลักการเดิม คือ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเสมอภาค

• การกำหนดยุทธศาสตร์ควรสอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 17 ของ UN ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องทำครบทั้ง 17 ข้อ อาจเลือกประมาณ 10 ข้อที่มี Impact สูง และมุ่งสู่ผลลัพธ์อย่างชัดเจน

• ผลักดันเรื่อง Green อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นประเด็นที่กระทบมนุษย์ทั่วโลก ทั้ง Green Economy และ Green Technology ควรเน้นหลักสูตรและโครงการที่สอนให้ชุมชนสร้างรายได้จาก Green Economy เช่น การจัดการของเสียตามแนวทาง From Waste to Wealth โดยลงมือทำจริง ใช้นวัตกรรม เช่น การจัดการขยะเหลือจากการตัดอ้อย เพื่อทำให้กากอ้อยสร้างมูลค่าเพิ่ม

• ศึกษาเรื่องค่าบำรุงการศึกษา/หน่วยกิต โดยคำนึงถึงต้นทุนการจัดการศึกษาของแต่ละสาขา เห็นด้วยกับข้อเสนอให้คิดค่าบำรุงสูงขึ้นในหลักสูตรที่สามารถนำไปประกอบอาชีพสร้างรายได้ สำหรับผู้ที่มีกำลังจ่าย และเก็บค่าใช้จ่ายในอัตราต่ำสำหรับผู้ยากจน

• ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะครูและอาจารย์ผู้สอน ทั้งด้านค่าตอบแทนและความก้าวหน้าทางวิชาการ

การเข้าพบองคมนตรี ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยชุมชน นับเป็นโอกาสอันมีค่าที่สถาบันจะนำข้อคิดไปพัฒนาการดำเนินงานให้บรรลุวิสัยทัศน์และพันธกิจ

เพื่อให้วิทยาลัยชุมชนเป็นดัง “สะพานบุญ…สะพานแห่งโอกาสทางการศึกษา”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ติดต่อศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัล

กำลังส่งข้อมูล...
โปรดรอซักครู่