ระบบ YCC Go Green & SDG ด้วย ผู้ช่วย AI

โดยวิทยาลัยชุมชนยะลา

    ระบบ YCC Go Green & SDG เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนวิทยาลัยชุมชนยะลาไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรและการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมของวิทยาลัยชุมชนยะลา โดยAI มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนข้อมูลดิบให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปสู่การตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ

วัตถุประสงค์และคุณสมบัติหลัก

    ระบบ YCC Go Green ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มกลางสำหรับจัดเก็บและประเมินผลโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและ SDGs โดยมีความสามารถในการติดตามการใช้ทรัพยากรอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟฟ้า น้ำ การผลิตพลังงานจาก Solar Cell และการจัดการขยะ ควบคู่กับการรวบรวมรายงานโครงการด้านความยั่งยืนจากนักศึกษาและคณาจารย์ เพื่อสะท้อนความก้าวหน้าของวิทยาลัยในการบรรลุเป้าหมาย SDGs นอกจากนี้ ระบบยังมีแผนพัฒนาต่อยอดไปสู่การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร เพื่อให้สามารถวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นระบบ

    ในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล AI ถูกนำมาประมวลผลข้อมูลการใช้ทรัพยากรจำนวนมาก และนำเสนอในรูปแบบกราฟและรายงานที่เข้าใจง่าย พร้อมทั้งระบุแนวโน้มและคาดการณ์การใช้ทรัพยากรในอนาคต ซึ่งช่วยให้วิทยาลัยสามารถกำหนดกลยุทธ์การลดการใช้ทรัพยากรและลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงเป้าหมาย

กราฟแสดงสถิติการใช้ทรัพยากรรายเดือน (น้ำ, ไฟฟ้า, เชื้อเพลิง, โซลาร์เซลล์) ประจำปี 2025
รายงานสรุปการปล่อยคาร์บอน (Carbon Emission) เปรียบเทียบปี 2024 และ 2025
ระบบ AI วิเคราะห์และสรุปแนวโน้มการใช้ทรัพยากรของ วชช.ยะลา
แดชบอร์ด AI ติดตามและประเมินผลความสอดคล้องของโครงการต่างๆ กับเป้าหมาย SDG ของ วชช.ยะลา

พัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)

โดย วิทยาลัยชุมชนยะลา

    วิทยาลัยชุมชนยะลาได้ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงด้วยการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในหลากหลายระบบ เพื่อขับเคลื่อนวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาที่ยั่งยืน การศึกษา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ การนำ AI มาใช้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน แต่ยังเป็นการลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับบุคลากรและประชาชน วิทยาลัยชุมชนยะลาประยุกต์ใช้ AI ในสามระบบหลัก ได้แก่ ระบบ YCC Go Green & SDG, ระบบคลังหลักสูตรอาชีพ และ LINE AI “น้องใจดี” ซึ่งแต่ละระบบล้วนสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยในการใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์สูงสุดของสังคม

    LINE AI “น้องใจดี” เป็นนวัตกรรม AI ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลผู้สูงวัยในชุมชน โดยใช้แพลตฟอร์ม LINE ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่เข้าถึงง่ายและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในประเทศไทย วิทยาลัยชุมชนยะลาได้ริเริ่มพัฒนาระบบนี้มาตั้งแต่ปี 2566 และได้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและวิทยากรในการอบรมด้าน IT ให้กับสาขาสมาคมผู้สูงอายุจังหวัดยะลา การนำ AI มาใช้ในรูปแบบนี้ช่วยลดช่องว่างทางเทคโนโลยีและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้สูงวัยรู้เท่าทันโลกไซเบอร์ โดยปัจจุบันมีผู้สูงอายุใช้งาน “น้องใจดี” แล้วกว่า 100 คน เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการใช้งาน LINE และพบว่าการเข้าถึง AI ผ่านแพลตฟอร์มนี้ง่ายกว่าการใช้งาน ChatGPT โดยตรง

วัตถุประสงค์และคุณสมบัติหลัก

    “น้องใจดี” คือผู้ช่วยส่วนตัว AI บนแอปพลิเคชัน LINE ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพเบื้องต้น การแนะนำการออกกำลังกาย และการช่วยแก้ปัญหาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ โดย Persona ของ “น้องใจดี” ถูกออกแบบให้มีความเป็นมิตร สุภาพ และสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อลดความกังวลและเพิ่มความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีของผู้สูงอายุ

ความสำเร็จของ “น้องใจดี” ยังเกิดจากการสนับสนุนของวิทยาลัยชุมชนยะลา ที่เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงและจัดอบรม IT ให้กับสมาคมผู้สูงอายุจังหวัดยะลา ส่งผลให้ผู้สูงอายุสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างแท้จริง รู้สึกไม่โดดเดี่ยว และสามารถพึ่งพาตนเองในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น

ระบบคลังหลักสูตรอาชีพ วชช. ยะลา : เปิดประตูสู่โอกาสด้วย AI Chatbot

โดยวิทยาลัยชุมชนยะลา

ระบบคลังหลักสูตรอาชีพของวิทยาลัยชุมชนยะลาเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวมหลักสูตรอาชีพที่ถูกพัฒนาโดย วชช.ยะลา เพื่อให้ผู้สนใจสามารถค้นหาและเข้าถึงหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการได้อย่างง่ายดายและทุกที่ทุกเวลา การนำ AI Chatbot มาใช้ในระบบนี้เป็นการยกระดับการให้บริการและเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

วัตถุประสงค์

     ระบบคลังหลักสูตรอาชีพของวิทยาลัยชุมชนยะลา มีเป้าหมายหลักในการเชื่อมโยงชุมชนเข้ากับหลักสูตรที่ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานอย่างแท้จริง โดยมี AI Chatbot เป็นกลไกสำคัญที่ให้ผู้ใช้งานสามารถสอบถามและรับคำแนะนำหลักสูตรที่เหมาะสมกับความสนใจและทักษะของตนเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ระบบยังมีฟังก์ชันบันทึกผลงานและประวัติการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถนำไปใช้วางแผนพัฒนาอาชีพหรือศึกษาต่อในอนาคตได้

     ในด้านการประยุกต์ใช้ AI นั้น Chatbot ถูกให้อ่านข้อมูลจากฐานข้อมูลและไฟล์เอกสาร เพื่อทำให้สามารถเข้าใจคำถามและแนะนำหลักสูตรได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว ส่งผลให้ลดภาระของเจ้าหน้าที่ เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับคนในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบคลังหลักสูตรอาชีพ

พัฒนาลวดลายท้องถิ่นสำหรับปักผ้า ด้วย AI

โดยวิทยาลัยชุมชนยะลา

ความเป็นมา

    กลุ่มลาเวง Lava Laweng อาศัยอยู่ที่หมู่ 3 ต.เชิงคีรี อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีนางเจ๊ะนาตีป๊ะ มะหิ หรือ กะป๊ะเป็นประธาน มีชื่อเสียงด้านงานปักผ้าด้วยมือได้งามวิจิตร โดยเฉพาะผ้าคลุมผมสตรี 

    ในอดีต พื้นที่หมู่บ้านทุรกันดารกว่าปัจจุบันมาก ในปี พ.ศ. 2542 เมื่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านใกล้เคียง กะป๊ะและชาวบ้านจำนวนหนึ่งร่วมรับเสร็จและได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้ารับการอบรมวิชาการปักผ้าจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จนมีความสามารถปักผ้าไหมน้อยอย่างปราณีตบรรจง สามารถสร้างรายได้เสริมให้กลุ่ม นอกจากการกรีดยางพาราและยังได้งานปักผ้าส่งศิลปาชีพ กลายเป็นภูมิปัญญาของกลุ่มที่มีความหมาย ไม่เหมือนใคร และสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และนำมาพัฒนาต่อยอดตามยุคสมัย เป็นรูปแบบวิถีชุมชนที่มีธรรมชาติ ดอกไม้และสัตว์ ผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงมี ผ้าคลุมผมสตรี กระเป๋านกเงือก กิ๊บติดผม กระดุม หมอน สมุดโน้ต ผ้าคลุมผม เสื้อ กางเกง กระโปรง หมวก ยางมัดผมฯลฯ ปัจจุบันสมาชิกกลุ่มมีประมาณเกือบ 200 คน เหลือผู้ที่เคยเรียนจากมูลนิธิศิลปาชีพประมาณ 10 คน ที่เหลือเป็นผู้มารับถ่ายทอดความรู้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กสาวรุ่นใหม่ ฝีมือดี เรียนรู้ไว

    งานฝีมือปักด้วยมืออย่างปราณีต  และหลากหลายรูปแบบ ได้รับความสนใจและตอบรับที่ดี โดยกลุ่มได้นำสินค้าออกจำหน่ายในงานแสดงสินค้าและออกบูธในงานต่างๆ ในระดับท้องถิ่น จังหวัดและแพร่หลายในประเทศใกล้เคียง จนเป็นที่รู้จักและสร้างรายได้ให้แก่สมากชิกในชุมชนจากรายได้เสริมเป็นรายได้หลักอย่างต่อเนื่อง แต่กลุ่มยังมีข้อจำกัดสำคัญในด้านการออกแบบลวดลายใหม่ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน อาจารย์มารินี กอรา อาจารย์วิทยาลัยชุมชนนราธิวาสจึงเข้ามาช่วยเสริมความเข้มแข็งให้แก่กลุ่ม จึงประสานมาที่อ.อิสมาแอล มะสาแม ซึ่งมีความสนใจในเรื่องลวดลายพื้นถิ่นอยู่แล้ว ให้ศึกษาการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการออกแบบ เพื่อลดระยะเวลาการทำงาน พัฒนาลวดลายใหม่ๆ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น และยกระดับผลิตภัณฑ์ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

การดำเนินการ

    มีการจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การออกแบบลายผลิตภัณฑ์ชุมชนร่วมสมัยด้วยปัญญาประดิษฐ์” ขึ้นเมื่อวันที่ 27 มีนาคมพ.ศ.2569 โดยมุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและลงมือปฏิบัติจริงในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยออกแบบลวดลาย ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่เทคนิคการเขียนคำสั่ง (Prompt) การกำหนดรูปแบบลวดลาย ไปจนถึงการสร้างภาพจำลองสินค้า เพื่อให้สามารถประเมินผลงานได้ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตจริง โดยมี นายปฏิพัทธิ์ ชัยวิเทศ วิทยากรด้านการออกแบบลวดลาย และนายอิสมาแอล มะสาแม อาจารย์จากวิทยาลัยชุมชนยะลา ทำหน้าที่เป็นวิทยากรด้านการใช้ AI ออกแบบลวดลาย

ผลผลิต

    กิจกรรมหลัก คือผู้เข้าร่วมได้ลงมือออกแบบลวดลายด้วยตนเอง โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือในการสร้างลวดลายที่สะท้อนอัตลักษณ์ของกลุ่มแม่บ้านบ้านลาเวงได้อย่างชัดเจน ผู้เข้าร่วมสามารถทดลองสร้างลวดลายทางเลือกใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของลายลาวาลาเวงไว้ได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ กิจกรรมยังเปิดพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และความร่วมมือระหว่างบุคลากรวิทยาลัย นักศึกษาและสมาชิกในชุมชน ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนกลุ่มให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง

    ในอนาคต อาจารย์ผู้รับผิดชอบ มีแผนศึกษาและทดลองนำเทคโนโลยี AI ที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น การปรับแต่งโมเดล (Fine-tuning) มาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ระบบสามารถสร้างสรรค์ลายลาวาลาเวงได้ตรงตามความต้องการและบริบทของชุมชนมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะในการจัดพื้นที่หรือศูนย์สนับสนุนการเรียนรู้เทคโนโลยีสำหรับงานออกแบบลวดลายท้องถิ่นนราธิวาส เพื่อให้ชุมชนสามารถเข้ามาใช้งานและขอคำปรึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจนำไปสู่การเป็นต้นแบบสำหรับการขยายผลไปยังชุมชนอื่นใกล้เคียงต่อไป

พัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)

โดยวิทยาลัยชุมชนพิจิตร

โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนยุคใหม่สู่การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน พื้นที่ ชุมชนบ้านเขาโล้น ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จว.พิจิตร

ความเป็นมา

    ในยุคที่ AI กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การตัดสินใจ และการพัฒนานวัตกรรมในหลากหลายด้าน วิทยาลัยชุมชนพิจิตรตระหนักว่าผู้นำชุมชนถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนา หากผู้นำมีความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

การดำเนินการ

    วิทยาลัยชุมชนพิจิตร พบว่า ผู้นำชุมชนมีความต้องการพัฒนาศักยภาพของตนเองในด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสนับสนุนการทำงานและการพัฒนาชุมชนในมิติต่าง ๆ 

    ดังนั้น ในปีพ.ศ.2569 นี้วิทยาลัยจึงได้จัดทำ “โครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนยุคใหม่สู่การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” ขึ้น โดยมีตัวแทนผู้นำชุมชนจากอำเภอทับคล้อ จำนวน ๓๐ ท่านเข้าร่วมกิจกรรมโดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ที่ไม่เพียงแต่ให้ความรู้เชิงทฤษฎี แต่ยังเน้นการฝึกปฏิบัติจริง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของชุมชนตนเอง

ผลผลิต

    ผู้นำชุมชนได้รับการพัฒนาองค์ความรู้ตั้งแต่พื้นฐานของ AI การใช้งานเครื่องมือ AI ที่เหมาะสมกับงานชุมชน มีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สามารถทำสื่อประชาสัมพันธ์เองได้ มีทักษะสร้างเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น และประยุกต์ใช้ AI เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน และการสื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม เกิดแนวคิดใหม่ในการพัฒนาชุมชน และ

ติดต่อศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัล

กำลังส่งข้อมูล...
โปรดรอซักครู่