ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยชุมชนใน อุทยานธรณีโลกสตูล

โดย วิทยาลัยชุมชนสตูล

อุทยานธรณีโลกสตูล เป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO  ลักษณะภูมิประเทศเทือกเขาหินปูน ถ้ำ และทะเลที่งดงามพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ธรณีวิทยา ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาชุมชนที่สามารถนำมาต่อยอดได้

 ความเป็นมา

อุทยานธรณีโลกสตูล เป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO เมื่อพ.ศ. 2561 ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ฝั่งอันดามัน ครอบคลุม 4 อำเภอในสตูล (ทุ่งหว้า, มะนัง, ละงู, เมือง) พื้นที่กว่า 2,500 ตร.กม. โดดเด่นด้วย “ฟอสซิลยุคเก่ากว่า 500 ล้านปี” (Paleozoic) และลักษณะภูมิประเทศเทือกเขาหินปูน ถ้ำ และทะเลที่งดงามพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ธรณีวิทยา และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในมิติของชุมชนก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับบริบทของสตูลที่มีทั้งสมุนไพรท้องถิ่น วิถีชีวิต และภูมิปัญญาชุมชนที่สามารถนำมาต่อยอดได้

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงทุนชุมชน ผลิตภัณฑ์ และเส้นทางการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นระบบ วิทยาลัยชุมชนสตูลจึงเริ่มดำเนินโครงการ”ยกระดับเพื่อหนุนเสริมการ

ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยชุมชน พื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูล Enhancing Community-Based Health Tourism in the Satun UNESCO Global Geopark Area”ที่ ตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล เพื่อศึกษาทุนชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน และการสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยชุมชน เพื่อให้ทรัพยากรและภูมิปัญญาในพื้นที่สามารถต่อยอดไปสู่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับชุมชนได้จริง

 วิธีดำเนินการ

การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะต่อเนื่อง ในปี 2568 ดังนี้

       ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ทุนชุมชน : ผู้วิจัยลงพื้นที่ศึกษาทุนชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พร้อมสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ในชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน จากนั้นจัดเวทีการมีส่วนร่วมเพื่อร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ ทั้งในด้านทุนคน ทุนวัฒนธรรม ทุนทรัพยากร และทุนเงิน โดยใช้แบบบันทึกข้อมูล และการวิเคราะห์ SWOT เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาเป็นฐานสำหรับการพัฒนาในระยะต่อไป             

        ระยะที่ 2 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน : ผู้วิจัยนำผลจากการวิเคราะห์ทุนชุมชนมาใช้ในการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนเชิงสุขภาพ โดยทำงานร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรทักษอร ตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล และนำผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นไปให้กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพประเมินความพึงพอใจตามแนวคิดส่วนประสมทางการตลาด

        ระยะที่ 3 การสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยชุมชน : ผู้วิจัยนำข้อมูลจากสองระยะแรกมาสู่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยชุมชน ผ่านการศึกษาเส้นทางเดิม การสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง และการจัดเวทีการมีส่วนร่วมร่วมกับชุมชนและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาเส้นทางที่เชื่อมโยงธรรมชาติ สมุนไพร วิถีชีวิต อาหารพื้นถิ่น และกิจกรรมดูแลสุขภาพเข้าด้วยกัน แล้วจึงประเมินความเหมาะสมของเส้นทางที่พัฒนาขึ้นทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ

ผลที่ได้รับ ผลการวิจัยทำให้เห็นทุนสำคัญของชุมชน โดยเฉพาะทุนสมุนไพรท้องถิ่นที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนเชิงสุขภาพ ได้แก่ ไพลสำหรับพัฒนาสบู่น้ำมันและสบู่เหลว ขมิ้นสำหรับพัฒนาสบู่น้ำมันและสบู่เหลว ฟ้าทะลายโจรสำหรับพัฒนาสเปรย์ไล่ยุง ทองพันชั่งสำหรับพัฒนาสบู่น้ำมัน ผิวส้มโอสำหรับพัฒนาสเปรย์ไล่ยุง ผลิตภัณฑ์ผลิตและจำหน่ายภายใต้วิสาหกิจชุมชนทักษอร ได้รับการขึ้นทะเบียน OTOP กับพัฒนาชุมชน มีรายได้จากการขาย 8500-12000 ต่อเดือน ผลการประเมินความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ชุมชนอยู่ในระดับมาก สะท้อนให้เห็นว่าทุนชุมชนสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สำหรับทุนธรรมชาติและวิถีชีวิตของชุมชนที่เชื่อมโยงอยู่ในเส้นทางท่องเที่ยว ทั้งบรรยากาศธรรมชาติ แหล่งเรียนรู้ และบริบทของชุมชนนำไปสู่การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ “Satun Geo-Wellness: เที่ยวสตูล สุขภาพดี วิถีชุมชน” ซึ่งใช้ชุมชนในตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล เป็นฐานกิจกรรมสมุนไพรและสุขภาพของชุมชน พัฒนาเป็น 3 เส้นทาง ผลการประเมินเส้นทางมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด อีกทั้งงานวิจัยนี้มีความสำคัญต่ออุทยานธรณีโลกสตูล เพราะแสดงให้เห็นการใช้ประโยชน์องค์ความรู้ในพื้นที่ และใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินการคงสถานะอุทยานธรณีโลกสตูลในครั้งต่อไปได้อย่างมีความหมาย

Research Project (PDF) : Click 

“เบญจสาคร-มังกรเหิน” อัตลักษณ์ผ้าลายอย่าง Soft Power เมืองสมุทรสาคร

โดย วิทยาลัยชุมชนสมุทรสาคร

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 กว่า 5 ปีที่วิทยาลัยชุมชนสมุทรสาคร ดำเนินการสร้างสรรค์ผ้าลายอย่างโบราณจากโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร เพื่อให้เกิดเป็นลายผ้าอัตลักษณ์จังหวัดสมุทรสาคร

 ความเป็นมา

ตั้งแต่ปีพ.ศ.2564 กว่า 5 ปีที่วิทยาลัยชุมชนสมุทรสาคร ดำเนินการสร้างสรรค์ผ้าลายอย่างโบราณจากโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร เพื่อให้เกิดเป็นลายผ้าอัตลักษณ์จังหวัดสมุทรสาคร

ด้วยเล็งเห็นความสำคัญถึงการสร้าง Soft Power ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดสมุทรสาครให้สามารถจับต้องได้ โดยการนำลวดลายจากจิตรกรรม-ปฏิมากรรมจากโบราณสถาน 6 แห่งในจังหวัดสมุทรสาครแล้วนำมาวาด ออกแบบ ตกแต่ง จัดวาง รังสรรค์ลวดลาย เพื่อทำเป็นผ้าลายอย่างโบราณ ผ่านการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่าย และตรวจสอบจาก อาจารย์เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล ผู้เชี่ยวชาญลายผ้าโบราณ จนได้ลายผ้าที่สวยงามลงบนผืนผ้าด้วยเทคนิคการพิมพ์ จึงเป็นการนำเสนอ และต่อยอดการสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของศิลปวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 2 ลาย คือ เบญจสาครและมังกรเหิน

การพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าลายอย่างสมุทรสาคร การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ในการสนับสนุนการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มีการเผยแพร่ผลงานในงาน Samut Sakhon Expo 2025 ซึ่งจัดโดยสำนักงานจังหวัดสมุทรสาคร หอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร  และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร ผ่านกิจกรรม ดังนี้ 

1) ร่วมการเสวนาผ่านหัวข้อ “การพัฒนาต่อยอด

2) กิจกรรมเดินแบบแฟชั่นโชว์ “ผ้าลายอย่างสมุทรสาคร” โดยสำนักงานวัฒนธรรม  ลายผ้าโบราณ สืบสานงานศิลป์ ลวดลายถิ่นสาคร” 

3) จัดนิทรรศการภายในงาน เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์และเรื่องราวของจังหวัดสมุทรสาคร

The Taste of Phang-Nga

โดยวิทยาลัยชุมชนพังงา

นวัตกรรมชุมชนจากทุนท้องถิ่น : ข้าวเกรียบปูดำ และขนมข้าวไร่ดอกข่าทรงเครื่อง

  ความเป็นมา

วิทยาลัยชุมชนพังงาได้ดำเนินการวิจัยเพื่อยกระดับอัตลักษณ์และขีดความสามารถทางการแข่งขันของท้องถิ่นด้วยแนวคิด “The Taste of Phang Nga” โดยมีวัตถุประสงค์การใช้ “ทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ” เป็นฐานสำคัญในการสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจโดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านคหกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์อาหาร 

พื้นที่ วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านไสเสียด ต.บ่อแสน อ.ทับปุด และวิสาหกิจชุมชนบ้านท่าไร่ ต.บางเตย อ.เมือง จ.พังงา

  การดำเนินงาน

การดำเนินงานในปี 2566 วิทยาลัยชุมชนพังงาร่วมกับวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านไสเสียด ทับปุด เริ่มพัฒนา สูตรข้าวไร่ดอกข่าทรงเครื่อง และทดสอบตลาด ปี 2567  พัฒนาบรรจุภัณฑ์ ได้รับ อย. ปี 2568 พัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ เพื่อกำหนดให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้านของฝาก ส่วนข้าวเกรียบปูดำนั้น ดำเนินการร่วมกับวิสาหกิจชุมชนบ้านท่าไร่ ต.บางเตย อ.เมืองพังงา ปี พ.ศ. 2567 เริ่มพัฒนาสูตรข้าวเกรียบปูดำ และทดสอบตลาดจากบรรจุภัณฑ์ถุงคราฟ  ปี 2568 พัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ เพื่อกำหนดให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้านของฝาก และ ปี 2569 พัฒนารสชาติใหม่ 

1. วิเคราะห์ศักยภาพของวัตถุดิบพื้นถิ่น

ขนมข้าวไร่ดอกข่า แปรรูปจากข้าวพันธ์พื้นเมืองซึ่งขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดพังงา โดยใช้เทคนิคการรักษาคุณค่าทางโภชนาการและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ผสมผสานกับเครื่องเทศและกุ้งเคยในท้องถิ่น ตอบโจทย์ผู้ใส่ใจสุขภาพและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ

ปูดำเกรดรอง การนำปูดำที่มีขนาดเล็กหรือเกรดรองจากตลาดประมงสด ซึ่งมักถูกจำหน่ายในราคาต่ำ มาผ่านกระบวนการสกัดรสชาติเข้มข้นเพื่อผลิตเป็น “ข้าวเกรียบปูดำ” เป็นการจัดการทรัพยากรตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ช่วยยกระดับรายได้ให้แก่กลุ่มประมงพื้นบ้าน

2. กลไกการขับเคลื่อนผ่านวิสาหกิจชุมชนและทุนทางสังคม

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ประสบความสำเร็จยั่งยืน เกิดจากการออกแบบผลิตภัณฑ์พร้อมวางรากฐาน ทางสังคมให้เข้มแข็ง วิทยาลัยชุมชนพังงาจึงช่วยวางระบบผ่านกระบวนการทำงานร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดังนี้

 

มิติที่ 1 การเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิต บริหารจัดการความร่วมมือระหว่างกลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบและกลุ่มแปรรูปในท้องถิ่น เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง โดยวิทยาลัยชุมชนพังงาได้เป็นตัวกลาง  เชื่อมโยงเครือข่ายระหว่าง “กลุ่มต้นน้ำ” คือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าและชาวประมงพื้นบ้านเข้ากับ “กลุ่มกลางน้ำ” คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปอาหาร กลุ่มแม่บ้านไสเสียด และกลุ่มวิสาหกิจบ้านเกาะเคี่ยม การเชื่อมโยงแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของวัตถุดิบและราคาผลผลิตทางการเกษตร เกิดการซื้อขายที่เป็นธรรม ซึ่งช่วยให้กลุ่มแปรรูปมีวัตถุดิบคุณภาพดีสม่ำเสมอ การกระจายรายได้กลับสู่เกษตรกรและชาวประมงรายย่อยในพื้นที่โดยตรง

มิติที่ 2 การเสริมสร้างทักษะการจัดการเพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และเพิ่มโอกาสการตลาด วิทยาลัยสนับสนุนการจัดวางระบบบริหารจัดการให้เป็นสากลใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่

  1. การควบคุมคุณภาพ พัฒนากระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาหาร (อย.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค จนขนมข้าวไร่ทรงเครื่อง ได้รับการอนุมัติผลิตภัณฑ์จาก อย. ภายใต้ชื่อ  ข้าวไร่ดอกข่าทรงเครื่อง (ข้าวตังข้าวไร่ดอกข่าทรงเครื่อง) เลขที่ 82-2-01557-6-001 เมื่อ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 และ ข้าวเกรียบปูดำ กำลังดำเนินการให้โรงเรือนมีมาตรฐานเพื่อขอรับการรับรองมาตรฐานต่อไป
  2. การจัดการองค์ความรู้ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการแปรรูปที่เหมาะสม เพื่อลดความสูญเสียในกระบวนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันกับชุมชน
  3. นวัตกรรมการตลาดเชิงพื้นที่ พัฒนาบรรจุภัณฑ์และแบรนด์สินค้าที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของจังหวัดพังงา เพื่อสร้างจุดเด่นและเพิ่มอำนาจการต่อรองในช่องทางการจัดจำหน่าย ช่วยให้ชุมชนลดพึ่งพาพ่อค้าคนกลางและสามารถยืนหยัดด้วยตนเองได้ อาทิ การทดลองตลาดชุมชนในหลาย ๆ พื้นที่ของจังหวัดพังงา และจังหวัดใกล้เคียง

    หัวใจสำคัญของการเสริมสร้างทักษะการจัดการของกลุ่มวิสาหกิจ คือ กระบวนการสร้างให้สมาชิกในกลุ่มเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง

  ผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

“The Taste of Phang Nga”  ประสบความสำเร็จ และสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชุมชน ดังนี้

มิติเศรษฐกิจ
การยกระดับมูลค่าทรัพยากร

และรายได้หมุนเวียน

  • ขนมข้าวไร่ดอกข่าทรงเครื่อง เกิดการสร้าง “ราคานำตลาด” ให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่า (GI) โดยตรง ทำให้ผลผลิตมีมูลค่าสูงกว่าการจำหน่ายเป็นข้าวสารแปรรูปขั้นต้นอย่างเดียว
  • ข้าวเกรียบปูดำ เปลี่ยนสถานะของ “ปูดำเกรดรอง” จากวัตถุดิบราคาต่ำหรือเหลือทิ้งในตลาดประมง ให้กลายเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูงที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลให้ชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้เสริมที่แน่นอนจากการจัดการทรัพยากรส่วนเกิน เกิดการจ้างงาน กลุ่มแม่บ้านไสเสียดขยายกำลังการผลิตขนม มีรายได้เพิมขึ้น ก่อให้เกิดการจ้างงานแม่บ้านและผู้สูงอายุในพื้นที่

มิติสังคมและวัฒนธรรม

    การสืบทอดภูมิปัญญาการผลิตแบบดั้งเดิม เช่น ปรุงรสด้วยเครื่องเทศสมุนไพรพื้นถิ่นและการใช้เตาถ่าน ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอาหารของพังงา นำมาปรับใช้ร่วมกับมาตรฐานความปลอดภัยสมัยใหม่ (อย.) ภูมิปัญญาไม่สูญหายไปตามกาลเวลา ข้าวเกรียบได้พัฒนารสปูดำดั้งเดิมและรสปูดำใบขลู อาจมีน้ำจิ้มในถุง เพื่อขายในตลาดชุมชน

ความภาคภูมิใจในท้องถิ่น “ของดีในรั้วบ้าน” ได้รับการพัฒนาจนมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและได้รับมาตรฐานสากล ช่วยสร้าง “ความรู้สึกเป็นเจ้าของ” และความภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชน

มิติสิ่งแวดล้อม

  • การรักษาความหลากหลายชีวภาพ ความต้องการใช้ข้าวไร่ดอกข่าในการผลิตขนม เป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรยังคงพื้นที่ปลูกข้าวไร่ในที่ราบไว้ ช่วยลดปัญหาการบุกรุกป่าเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว (เช่น ปาล์มน้ำมันหรือยางพารา) ที่มักส่งผลกระทบต่อหน้าดินและระบบนิเวศ
  • การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (Zero Waste) การนำปูดำเกรดรองมาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบ คือตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการใช้ทรัพยากรทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ลดความสูญเสียในห่วงโซ่อาหาร และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการดูแลรักษาป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปูดำ

    กรณีศึกษา “The Taste of Phang Nga” สะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาสร้างพลังทางปัญญาให้ชุมชน เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับบริบทพื้นที่ การบูรณาการระหว่างวัตถุดิบที่มีอัตลักษณ์ ความเข้มแข็งของกลุ่มวิสาหกิจ และการสนับสนุนเชิงเทคนิคที่ต่อเนื่อง

เครื่องย้อมผ้ากึ่งอัตโนมัติ

โดยวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี

เทคโนโลยีระบบควบคุมอัตโนมัตินำมาสู่การประยุกต์ใช้ในการพัฒนา เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติ

  ความเป็นมา

  การย้อมผ้าเป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตสิ่งทอที่มีความสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ แต่ยังคงใช้วิธีการดั้งเดิมซึ่งอาศัยแรงงานคนเป็นหลัก เช่น การกวนผ้า การควบคุมอุณหภูมิและการล้างผ้ากระบวนการเหล่านี้มักมีปัญหาในด้านคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ใช้แรงงานคนมาก และสิ้นเปลืองเวลานอกจากนี้ การย้อมผ้าแบบใช้แรงงานคนยังมี ข้อจำกัดด้านสุขภาพและความปลอดภัย เนื่องจากแรงงานต้องสัมผัสกับน้ำย้อมและความร้อนเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และความเมื่อยล้า ขณะเดียวกันต้นทุนแรงงานก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีระบบควบคุมอัตโนมัติ เช่น ระบบกวนอัตโนมัติ, เซนเซอร์วัดและควบคุมอุณหภูมิ, ระบบตั้งเวลา และโปรแกรมการทำงานแบบกำหนดล่วงหน้า จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติ ที่ช่วยลดการใช้แรงงานคน พร้อมทั้งสร้างมาตรฐานคุณภาพของผ้าย้อมได้อย่างสม่ำเสมอ

ขั้นตอนการทำงาน
  1. นำน้ำย้อมสีธรรมชาติใส่ถังย้อม ปริมาณ 20 ลิตร
  2. ใส่เส้นใยกับใบย้อมผ้า ได้มากสุด 5 ใจ
  3. เปิดวาล์วที่ถังแก๊ส
  4. เปิดสวิตซ์ ON-OFF เปิดเครื่องทำงาน
  5. ตั้งอุณหภูมิที่จะทำการย้อมใช้อยู่ที่ 75 องศา
  6. ตั้งระยะเวลาในการย้อม อยู่ที่ 60 นาที
  7. เมื่อเครื่องทำงานครบเวลาที่กำหนดจะมีเสียงดังเป็นอันเสร็จการย้อม

ผลการทดลอง

การทดลองย้อมผ้าด้วย เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติประหยัดแรงงานคน ใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง สามารถย้อมผ้าได้จำนวน 5 ใจ โดยในกระบวนการใช้แก๊สหุงต้ม (LPG) เป็นแหล่งพลังงานความร้อน พบว่า

  • ปริมาณแก๊สก่อนการทดลอง = 22.0 กิโลกรัม
  • ปริมาณแก๊สหลังการทดลอง = 20.5 กิโลกรัม
  • ปริมาณแก๊สที่ใช้จริง = 1.5 กิโลกรัม/รอบการย้อม

เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการย้อมผ้าแบบดั้งเดิมที่ต้องเปิดแก๊สตลอดระยะเวลาในการย้อม พบว่ามีการใช้แก๊สมากกว่า (เฉลี่ยประมาณ 2.0–2.5 กิโลกรัม/รอบการย้อม) แสดงให้เห็นว่าเครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติสามารถ ลดการใช้แก๊สได้ราว 25–40%ต่อรอบการย้อม ขึ้นอยู่กับสภาพการทำงานนอกจากนี้

การใช้เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติยังช่วยให้แรงงานคนไม่จำเป็นต้องควบคุมการเปิด–ปิดแก๊สหรือกวนผ้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถ ลดภาระงานแรงงานได้มากกว่า 50% และลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสความร้อนโดยตรง

1775727423414
548055755_1371836571608592_6387189351483198276_n

สรุปผลการทดลอง

  1. เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติสามารถประหยัดเชื้อเพลิงแก๊สได้ประมาณ 25–40% เมื่อเทียบกับการย้อมผ้าโดยใช้แรงงานคน
  2. คุณภาพผ้าที่ได้มีความสม่ำเสมอและใช้เวลาในการย้อมใกล้เคียงกับวิธีการดั้งเดิม
  3. เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติช่วยลดการพึ่งพาแรงงานคนและเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน

ระบบรดน้ำสวนส้มโอด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT)

โดยวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี

สนับสนุนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร

  ความเป็นมา

     วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีได้ดำเนินการพัฒนานวัตกรรม “ระบบรดน้ำสวนส้มโอด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT)”ในปี พ.ศ. 2568 เพื่อสนับสนุนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร โดยความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีและเกษตรกรใน ชุมชนบ้านห้วยป่าปก กลุ่มส้มโอบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำสำหรับการปลูกส้มโอ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ โดยนำระบบควบคุมการทำงานของปั๊มน้ำและระบบรดน้ำผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาใช้ เกษตรกรสามารถสั่งการเปิด–ปิดปั๊มน้ำ และควบคุมการให้น้ำในแต่ละพื้นที่ผ่านสมาร์ตโฟนได้อย่างสะดวก ช่วยลดระยะเวลาและแรงงานในการดูแลสวน

     ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยปั๊มน้ำ ระบบท่อส่งน้ำ การแบ่งโซนการให้น้ำ และชุดควบคุม IoT ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้นในดิน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการให้น้ำแก่พืชอย่างเหมาะสม ส่งผลให้สามารถลดการใช้น้ำโดยไม่จำเป็น และช่วยให้พืชได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ

168736_0

     ผลจากการดำเนินโครงการทำให้เกิดระบบต้นแบบการรดน้ำอัตโนมัติที่สามารถใช้งานได้จริงในสวนส้มโอของชุมชนบ้านห้วยป่าปก นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการน้ำแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตรของชุมชน อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้าน Smart Farming สำหรับนักศึกษาและประชาชนที่สนใจ

     โครงการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีในการนำองค์ความรู้ด้านวิชาการและเทคโนโลยีไปพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

  การดำเนินการ

     การดำเนินโครงการเริ่มต้นจากการสำรวจพื้นที่สวนส้มโอของเกษตรกรใน ชุมชนบ้านห้วยป่าปก กลุ่มส้มโอบ้านไร่ เพื่อศึกษารูปแบบการให้น้ำ ความต้องการใช้น้ำของพืช และสภาพพื้นที่การเพาะปลูก จากนั้นจึงได้ออกแบบระบบรดน้ำโดยแบ่งพื้นที่การให้น้ำออกเป็นหลายโซน เพื่อให้สามารถควบคุมการให้น้ำในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม

    ระบบประกอบด้วยปั๊มน้ำ ท่อส่งน้ำ วาล์วควบคุมการจ่ายน้ำในแต่ละโซน และชุดควบคุมระบบ IoT ที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้งานสามารถควบคุมการเปิด–ปิดปั๊มน้ำและการรดน้ำผ่านสมาร์ตโฟน นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้นในดิน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาความเหมาะสมของการให้น้ำในแต่ละช่วงเวลา

      หลังจากติดตั้งระบบแล้ว ได้มีการทดสอบการทำงานของระบบในพื้นที่จริง พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้และแนะนำวิธีการใช้งานระบบให้กับเกษตรกรในชุมชน เพื่อให้สามารถใช้งานและดูแลระบบได้อย่างถูกต้อง

ผลผลิต

     ผลจากการดำเนินโครงการทำให้เกิดระบบต้นแบบการรดน้ำสวนส้มโอด้วยเทคโนโลยี IoT ที่สามารถใช้งานได้จริงในพื้นที่ของ ชุมชนบ้านห้วยป่าปก กลุ่มส้มโอบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี โดยระบบสามารถควบคุมการเปิด–ปิดปั๊มน้ำและการให้น้ำในแต่ละโซนผ่านสมาร์ตโฟน ช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการน้ำได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

     นอกจากนี้ โครงการยังช่วยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตรในชุมชน ทำให้เกษตรกรมีความรู้และความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างของการบูรณาการองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษาไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

ประโยชน์ที่เกิดกับชุมชน

    1. ลดต้นทุนแรงงานเกษตรกร 
    2. เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในสวนส้มโอ 
    3. ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี Smart Farming ในชุมชน 
    4. เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรอัจฉริยะของวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี

พัฒนาเครื่องสังเคราะห์น้ำมันจากพลาสติกด้วยกระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis)

โดยวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี

นวัตกรรมที่ผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเข้ากับบริบทของชุมชน

  ความเป็นมา

         วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีเริ่มพัฒนาเครื่องสังเคราะห์น้ำมันจากพลาสติกในปี พ.ศ. 2567 ด้วยแนวคิดกระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในชุมชนควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากของเหลือทิ้ง โดยเหตุที่ในพื้นที่ชนบท เช่น จังหวัดอุทัยธานี มีการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นถุงหูหิ้ว ขวดพลาสติกใส หรือวัสดุพลาสติกใช้แล้วประเภทต่าง ๆ ที่ยากต่อการกำจัดอย่างถูกวิธี

 กระบวนการหลักของเครื่องกลั่นดังกล่าวอาศัยหลักการไพโรไลซิสซึ่งเป็นการให้ความร้อนแก่พลาสติกในถังปิดที่ปราศจากออกซิเจน ส่งผลให้โครงสร้างของพลาสติกสลายตัวกลายเป็นไอระเหย และเมื่อควบแน่นจะกลายเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของระบบดั้งเดิมคือการกระจายความร้อนที่ไม่สม่ำเสมอทำให้ต้องใช้เวลาในการกลั่นนานและสิ้นเปลืองพลังงาน

     ดังนั้น การพัฒนาระบบความร้อนแบบอัดอากาศจึงถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ โดยการอัดอากาศเข้าไปช่วยกระจายความร้อนภายในเตากลั่น ทำให้พลาสติกได้รับความร้อนอย่างทั่วถึงและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาในการกลั่นลดลง ประหยัดเชื้อเพลิง และเพิ่มความสม่ำเสมอของคุณภาพน้ำมันที่ได้ แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการเสริมกำลังให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น น้ำมันที่ได้จากกระบวนการดังกล่าว หรือที่เรียกว่าน้ำมันไพโรไลซิส สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชุมชนได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะกับเครื่องจักรกลการเกษตรที่ใช้รอบต่ำ เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องตัดหญ้า ตลอดจนสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาถ่าน หรือในงานช่างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและเพิ่มความพึ่งพาตนเองให้แก่ชุมชน

     โดยสรุป การพัฒนาเครื่องกลั่นน้ำมันจากพลาสติกด้วยระบบความร้อนแบบอัดอากาศ เป็นนวัตกรรมที่ผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเข้ากับบริบทของชุมชนอย่างเหมาะสม ไม่เพียงช่วยลดปัญหาขยะพลาสติก แต่ยังสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการพัฒนาท้องถิ่นในระยะยาวอีกด้วย

ดีไซน์ที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ (17)
ขั้นตอนการทำงาน ขั้นตอนการทำงานของเครื่องสังเคราะห์น้ำมันจากพลาสติกด้วยกระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) สามารถอธิบายอย่างเป็นลำดับได้ดังนี้
  1. เริ่มต้นจากการคัดแยกและเตรียมวัตถุดิบ โดยนำขยะพลาสติกประเภทที่เหมาะสม เช่น ถุงหูหิ้ว ขวดพลาสติกใส หรือพลาสติกใช้แล้วอื่น ๆ มาทำความสะอาดเพื่อลดสิ่งปนเปื้อน จากนั้นตัดหรือย่อยให้มีขนาดเล็กลง เพื่อให้ได้รับความร้อนได้อย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอในกระบวนการถัดไป โดยชนิดของพลาสติก มี 3 ชนิดที่สามารถกลั่นน้ำมันได้ดี ได้แก่ 1) โพลีเอทิลีนความหนาแน่นสูง (HDPE) 2) โพลิเอทิลีน ความหนาแน่นต่ำ (LDPE)  และ 3) โพลีโพรพิลีน (PP)
  2. เมื่อเตรียมวัตถุดิบเรียบร้อยแล้ว จะนำพลาสติกใส่ลงในถังปฏิกรณ์ที่ปิดสนิท ซึ่งเป็นระบบไร้ออกซิเจน เพื่อป้องกันการเผาไหม้ จากนั้นจึงเริ่มให้ความร้อนแก่ถัง โดยใช้แหล่งพลังงาน เช่น แก๊สหรือเชื้อเพลิงชีวมวล ควบคู่กับการทำงานของระบบอัดอากาศที่ช่วยกระจายความร้อนภายในถังให้สม่ำเสมอ ทำให้พลาสติกเกิดการสลายตัวได้รวดเร็วขึ้น
  1. ในระหว่างที่อุณหภูมิสูงขึ้น พลาสติกจะค่อย ๆ แตกตัวเป็นไอระเหยของไฮโดรคาร์บอน ซึ่งจะถูกส่งผ่านท่อไปยังระบบควบแน่น (คอนเดนเซอร์) โดยไอระเหยดังกล่าวจะเย็นตัวลงและกลั่นตัวเป็นของเหลว กลายเป็นน้ำมันไพโรไลซิสที่สามารถนำไปใช้งานได้
  2. สำหรับก๊าซที่ไม่สามารถควบแน่นเป็นของเหลวได้ จะถูกแยกออกและสามารถนำกลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเสริมในระบบ เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานจากภายนอก ส่วนกากของแข็งที่เหลือจากกระบวนการ เช่น คาร์บอนแบล็ก จะถูกนำออกจากถังปฏิกรณ์เมื่อสิ้นสุดการทำงาน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่นต่อไป
  3. สุดท้าย เมื่อกระบวนการกลั่นเสร็จสิ้น จะทำการเก็บรวบรวมน้ำมันที่ได้ ตรวจสอบคุณภาพ และจัดเก็บอย่างเหมาะสมเพื่อรอการนำไปใช้งานในเครื่องจักรหรือกิจกรรมต่าง ๆ ภายในชุมชน
ผลการทดลอง จากการนำพลาสติกจำนวน 10 กิโลกรัมเข้าสู่กระบวนการไพโรไลซิสแบบระบบปิดร่วมกับการใช้ระบบความร้อนแบบอัดอากาศ สามารถสรุปผลได้ดังนี้
  1. ผลผลิตน้ำมัน ได้ปริมาณน้ำมันไพโรไลซิสประมาณ 8–10 ลิตร ขึ้นอยู่กับชนิดของพลาสติก โดยพลาสติกประเภทถุงหูหิ้ว (PP) และแก้วใส (PP) ให้ผลผลิตดี
  2. ระยะเวลาในการผลิต ใช้เวลาเพียง 2–3 ชั่วโมง ซึ่งน้อยกว่าระบบทั่วไป (4–5 ชั่วโมง) แสดงให้เห็นว่าระบบอัดอากาศช่วยให้การกระจายความร้อนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3.ผลพลอยได้จากกระบวนการ 

  • ก๊าซเชื้อเพลิงประมาณ 10–20% สามารถนำกลับมาใช้ในระบบเพื่อลดต้นทุนพลังงาน 
  • ของแข็ง (คาร์บอนแบล็ก) ประมาณ 1–2 กิโลกรัม สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้

     

4.คุณภาพน้ำมัน น้ำมันที่ได้มีลักษณะเป็นของเหลวสีเข้ม ติดไฟได้ดี เหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์รอบต่ำหรือในระดับชุมชน (อาจต้องปรับปรุงคุณภาพหากใช้กับเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง) 

5.ประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ ระบบความร้อนแบบอัดอากาศช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้าน 

  • ปริมาณผลผลิต 
  • ลดระยะเวลา 
  • ลดการใช้พลังงาน
สรุปผลการทดลอง

ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า การใช้ระบบความร้อนแบบอัดอากาศ ไพโรไลซิสสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกได้จริง ทั้งในด้านปริมาณ ระยะเวลา และการใช้พลังงาน ทำให้เหมาะสมต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในระดับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าเทคโนโลยีนี้มีศักยภาพสูง เหมาะสำหรับนำไปใช้ในระดับชุมชน เพื่อแปรรูปขยะพลาสติกให้เกิดประโยชน์ ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างคุ้มค่า

ชุมชนทอผ้าสู่ความยั่งยืน ที่ยโสธรเมืองเกษตรอินทรีย์

โดย วิทยาลัยชุมชนยโสธร

โครงการบริการวิชาการ วิทยาลัยชุมชนสีเขียว การทอผ้าด้วยใยจากเศษวัสดุการเกษตรเหลือใช้เส้นใยอ้อย  (ทอใยรักษ์)

ยุทธศาสตร์จังหวัดยโสธรมุ่งเน้นวิสัยทัศน์ “ยโสธรเมืองเกษตรอินทรีย์ เมืองแห่งวิถีอีสาน วิทยาลัยชุมชนมีนักวิจัยทำงานด้านผ้าทอสองกลุ่ม กลุ่มแรกได้เริ่มพัฒนาระหว่างปี 2561-2568 (นายวสันต์ สุวรรณ์เนตร : หัวหน้าโครงการ) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิทยาลัยชุมชน และ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มาอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนาเครือข่ายภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้านการย้อมสีธรรมชาติ การทอผ้า การออกแบบลายผ้า การแปรรูปและการตลาด ผ่านชุดหลักสูตรและคู่มือองค์ความรู้ ใช้กระบวนการทาง ววน. ทำให้ชุมชน ได้รับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อสร้างรายได้และเสริมความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก เกิดทักษะในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ เน้นกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ที่หาได้ในพื้นถิ่น ส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างรุ่นสู่รุ่น ด้วยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน เช่นผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น สะท้อนแนวทางการพัฒนาชุมชนสู่ความยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม 

เป้าหมายสร้างชุมชนทอผ้าให้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตสินค้า แต่เป็นผู้รักษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยองค์ความรู้และงานวิจัย ผลักดันให้ชุมชนสามารถทำงานร่วมกันอย่างมีทิศทาง ที่สามารถสร้างความยั่งยืนที่แท้จริงได้

ผลผลิต ผ้าขะม้าย้อมสีธรรมชาติ

นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งดำเนินโครงการบริการวิชาการ วิทยาลัยชุมชนสีเขียว การทอผ้าด้วยใยจากเศษวัสดุการเกษตรเหลือใช้เส้นใยอ้อย  (ทอใยรักษ์)

พื้นที่ชุมชน

  • กลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร หมู่ที่ 6 ต.สร้างมิ่ง อ.เลิงนกทา จว.ยโสธร 
  • กลุ่มแม่บ้านทอผ้าบ้านพอก หมู่ที่ 6 ต.คำไผ่ อ.ไทยเจริญ จว.ยโสธร
  • กลุ่มทอผ้าลายขิตบ้านดอนมะซ่อม บ้านดอนมะซ่อม หมู่ที่ 4 ต.โคกสำราญ อ.เลิงนกทา จว.ยโสธร

ลักษณะผลิตภัณฑ์เดิม  

ทอผ้าไหมลายพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติ แต่ไม่มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ไม่มีลวดลายร่วมสมัย 

  ความเป็นมา

จังหวัดยโสธรซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ในโครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านน้อมเกล้า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้คนกับป่าอยู่ร่วมกัน ช่วยกันดูแลรักษาและฟื้นฟูสภาพป่า รวมทั้งพัฒนาชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น ซึ่งกลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ได้รับการพัฒนาในโครงการศิลปาชีพด้านทอผ้า ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปักผ้าและงานศิลปาชีพต่างๆ ประธานและสมาชิกกลุ่มกลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร เคยถวายงานสมเด็จพระพันปีหลวงในช่วงปี พ.ศ.2546

ปัจจุบันประธานกลุ่มเสียชีวิต สมาชิกบางคนอายุมากขึ้นส่งผลต่อองค์ความรู้ของปราชญ์ชุมชนกำลังเลือนหายไป การเลี้ยงไหมลดลง การย้อมสีธรรมชาติให้มีเฉดสีคงทนสี การย้อมซ้ำคงเฉดสีเดิมยังไม่สม่ำเสมอ ประธานกลุ่มและสมาชิกในปัจจุบันต้องการการฟื้นฟูภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นบ้าน การย้อมสีธรรมชาติ การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมชุมชน การฟื้นฟูสุขภาพของชุมชนด้วยการลดการเผาที่มีผลทระทบต่อสุขภาพ การฟื้นฟูชุมชนสังคมดำรงชีวิตที่ปลอดภัย และสร้างรายได้พึ่งพาตนเองได้ของชุมชน 

1158723_0

  การดำเนินการ

วิทยาลัยชุมชนยโสธรจึงจัดเวทีประชาคมชุมชน สอบถามความต้องการและเสนอแนวทางเลือกการนำเส้นใยจากใบอ้อย เศษวัสดุการเกษตรเหลือทิ้งสู่การแปรรูปผ้าทอพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติ และมีการประเมินกระบวนการผลิตที่มีการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นต์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products, CFP) ให้เป็นที่ยอมรับการตลาด สามารถจำหน่ายได้ทั้งในและต่างประเทศ เป็นการร่วมแก้ไขปัญหาของพื้นที่ในการลดการเผาใบอ้อยในแปลงที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 ด้วยการนำมาแปรสภาพเป็นเส้นใยใบอ้อย แปรรูปผ้าทอพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติจังหวัดยโสธร

เริ่มต้นทดลองโครงการบริการวิชาการนี้ในพื้นที่ กลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร และขยายผลต่อ  กลุ่มแม่บ้านทอผ้าบ้านพอก กลุ่มทอผ้าลายขิตบ้านดอนมะซ่อม สร้างเครือข่ายชุมชนผ้าทอ 

วิทยาลัยได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการประเด็นแก่ชุมชนด้วยหัวข้อ :  การผลิตเส้นใยทอจากเศษวัสดุเหลือใช้การเกษตร  การจำแนกเส้นใยทางด้านสิ่งทอและการทดสอบเส้นใย การย้อมสีธรรมชาติจากวัสดุชุมชนท้องถิ่นให้มีเฉดสีคงทนสี การออกแบบลวดลายพื้นบ้านยโสธรและลวดลายร่วมสมัย การยกระดับคุณภาพมาตรฐานชุมชน (มผช.) การบริหารจัดการทอผ้าพื้นบ้านและย้อมสีธรรมชาติแบบครบวงจร และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมและรองรับการขนส่ง

ผลผลิต

    สร้างมูลค่าจากวัสดุเหลือทิ้งการเกษตรด้วยการบูรณการกับบริบท วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญา อัตลักษณ์ประจำถิ่น เกิดการสร้างทางเลือกใหม่ของการทอผ้าพื้นบ้านด้วยผ้าแทรกใยใบอ้อย ลวดลายดั้งเดิมยโสธร ย้อมสีธรรมชาติ

ผลิตภัณฑ์สมุนไพร
(ยาพอกตา-ยาพอกเข่า)

โดยวิทยาลัยชุมชนตาก

ยาพอกตา และยาพอกเข่า(สูตรร้อน)   ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ใช้ในสถานพยาบาลฯ โดยการนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาปรุงด้วยกรรมวิธีการผลิตด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย โดยแพทย์แผนไทยของสถานพยาบาลปรุงและผลิตในห้องผลิตสมุนไพรของทางสถานพยาบาลฯ

  ความเป็นมา

    วิทยาลัยชุมชนตากจัดการศึกษาด้านสุขภาพตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 โดยมีแนวคิดในการสร้างเขื่อนสุขภาพหรือ “Health Dam” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและเศรษฐกิจให้กับชุมชน ได้ดำเนินพันธกิจสำคัญในการแก้ไขปัญหาสุขภาวะชายแดนและความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุขสำหรับประชากรกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า โดยมีการจัดการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทย และอนุปริญญาสาธารณสุขชุมชน พร้อมทั้งจัดการศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 372 ชั่วโมง หลักสูตรฝึกอบรมนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง และนวดฝ่าเท้า 60 ชั่วโมง

    วิทยาลัยชุมชนตากได้รับการรับรองจากสภาการแพทย์แผนไทยให้เป็นสถาบันถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรมในหลักสูตรวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ครบทั้ง 4 ด้านได้แก่ ด้านเวชกรรมไทย ด้านเภสัชกรรมไทย ด้านผดุงครรภ์ไทยและด้านนวดไทย รวมทั้งได้รับการรองให้เป็นสถานบันฝึกอบรมในหลักสูตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 372 ชั่วโมงด้วย

    ปัจจุบัน (ปีการศึกษา 2568) หลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทย เป็นรุ่นที่ 15 และหลักสูตรอนุปริญญาสาธารณสุขชุมชนปัจจุบันรุ่นที่ 17 มีผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 882 คน จากสถิติทั้งสองหลักสูตรมีผู้เรียนเดินทางมาจากต่างจังหวัดมาเรียนที่วิทยาลัยชุมชนตากจำนวนรวม 41 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ53ของจังหวัดประเทศไทย

    ความโดดเด่นหลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทยของวิทยาลัยชุมชนตากคือ ที่นี่มีสถานพยาบาลการแพทย์แผนไทย เป็นสถานที่เรียนและเป็นสถานที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ มีห้องปฏิบัติการ ห้องผลิตยาสมุนไทยเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานที่จริง  อีกสิ่งที่เป็นจุดเด่นที่มีความแตกต่าง คือ นักศึกษาที่จบจากวิทยาลัยชุมชนตาก จะได้รับใบอนุปริญญาบัตรและยังจะได้ใบประกาศนียบัตรครบทั้ง 4 ด้านของศาสตร์แพทย์แผนไทย ได้แก่ด้านเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย นวดไทยและผดุงครรภ์ไทย ซึ่งผู้เรียนสามารถนำใบประกาศนียบัตรทั้ง 4 ด้านไปสอบใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยได้ 

ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาพอกตา-ยาพอกเข่า)

สถานพยาบาลการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยชุมชนตากได้ผลิตยาพอกตา และยาพอกเข่า(สูตรร้อน) ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ใช้ในสถานพยาบาลฯโดยการนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาปรุงด้วยกรรมวิธีการผลิตด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย โดยแพทย์แผนไทยของสถานพยาบาลปรุงและผลิตในห้องผลิตสมุนไพรของทางสถานพยาบาลฯ

1. ยาพอกตา

ยาพอกตา หรือการประคบดวงตาด้วยสมุนไพร เป็นศาสตร์ทางแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นวิธีทางธรรมชาติเพื่อช่วยผ่อนคลายดวงตา ลดอาการเหนื่อยล้า ลดบวม หรือลดรอยคล้ำรอบดวงตา โดยจะใช้พอกหรือประคบบนเปลือกตาที่ปิดสนิท 

สรรพคุณ

  1. ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน ช่วยลดอาการปวดกระบอกตาเหมาะสำหรับผู้ที่จ้องโทรศัพท์หรืออยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ
  2. ช่วยลดความดันในลูกตา ลดความเมื่อยล้าในตา 
  3. ช่วยลดอาการปวดศีรษะและไมเกรนได้
  4. แก้ตาพร่า ตาลาย ตาแห้ง น้ำในตาน้อย

ส่วนประกอบ

  1. ผงฟ้าทะลายโจร
  2. ผงลูกกระดอม
  3. ผงบอระเพ็ด
  4. ไข่เป็ด (ใช้เฉพาะไข่ขาว)

อุปกรณ์

  1. ถ้วยสำหรับผสมยา
  2. ช้อนคนยา
  3. ผ้าก๊อซหรือสำลีแผ่น

วิธีทำ

  • ผสมผงยาเข้าด้วยกัน แล้วผสมกับไข่ขาวเป็ด คนจนเป็นเนื้อเดียวกัน (ไม่ให้เหลวหรือข้นจนเกินไป)

วิธีใช้

  • นำผ้าก๊อซหรือสำลีแบบแผ่นมาวางบนเปลือกตา จากนั้นนำสมุนไพรโปะบนสำลี ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที หรือจนยาแห้ง จึงเอาสำลีออก

ข้อควรระวัง

  1. ระวังอย่าให้เข้าตา 
  2. ระวังในผู้แพ้สมุนไพร
  3. หากมีอาการปวดตา ตาแดง ตาอักเสบรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรปรึกษาจักษุแพทย์

2. ยาพอกเข่า (สูตรร้อน)

เป็นศาสตร์ทางแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาชาวบ้านที่นิยมใช้กันมากเพื่อบรรเทาอาการปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อม เข่าบวม หรืออาการอักเสบจากการใช้งานและเล่นกีฬา โดยการใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ระงับปวดและลดการอักเสบมาตำหรือบดแล้วพอกบริเวณหัวเข่า

สรรพคุณ

  1. ดูดลมในข้อช่วยลดอาการปวด ตึง และขัดบริเวณข้อเข่าลดอาการบวมและอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็นรอบ เข่ากระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณข้อเข่า 
  2. บรรเทาอาการปวดในข้อ
  3. บรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อม 
  4. เพิ่มการไหลเวียนของเลือด 
  5. ช่วยลดอาการติดขัดของข้อ 
  6. ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น

ส่วนประกอบ

  1. ผงดองดึง
  2. แป้งข้าวเจ้า
  3. น้ำขิงคั้นสด

อุปกรณ์

  1. ถ้วยสำหรับผสมยา
  2. ช้อนคนยา

วิธีทำ

  • นำผงยาพอกผสมกับน้ำขิงคั้นสด คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน (ไม่ให้เหลวหรือข้นจนเกินไป) 

วิธีใช้

  • นำยาไปพอกบริเวณข้อที่รู้สึกปวดประมาณ 20-30 นาที หรือจนกว่ายาจะแห้ง แล้วเช็ดออกให้สะอาด

ข้อควรระวัง

  1. ห้ามพอกยาบริเวณที่เป็นแผลเปิด 
  2. บริเวณผิวหนังที่มีการติดเชื้อหรือแผลเรื้อรัง

โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ย้อมสีธรรมชาติด้วยหม้อห้อม ครามและเปลือกไม้พื้นถิ่น

โดย วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร

โครงการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาหลักสูตรการทำผ้าย้อมครามและเปลือกไม้ในจังหวัดมุกดาหาร

โครงการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาหลักสูตรการทำผ้าย้อมครามและเปลือกไม้ในจังหวัดมุกดาหาร โดยคณะนักวิจัย วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ผู้อำนวยการ พรวุฒิ คำแก้วและคณะ ดำเนินการร่วมกับ โครงการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ย้อมสีธรรมชาติด้วยหม้อห้อม ครามและเปลือกไม้พื้นถิ่น ในพื้นที่จังหวัดแพร่และมุกดาหารด้วยกระบวนการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดย นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดย ผศ.ดร.อภิชาติ สนธิสมบัติ (หัวหน้าโครงการ)  

 พื้นที่ชุมชนและความเป็นมา

ชุมชนคำนางโอก ต.ร่มเกล้า อ.นิคมคำสร้อย จว.มุกดาหาร เป็นชุมชนภูไทยที่ยังรักษาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษ ความเชื่อและภูมิปัญญาผ้าทอที่เน้นกระบวนการธรรมชาติตั้งแต่ต้นน้ำ  กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เมื่อทอผ้าเป็นผืนออกมาขายสู่ลูกค้า แม่ๆ ที่ชุมชนนี้ปลูกต้นฝ้าย เก็บฝ้าย ดีด อิ้ว ล้อและ เข็นฝ้าย รวมถึงย้อมสีจากเปลือกไม้หรือครามกันในหมู่บ้าน และตั้งเป็นกลุ่ม มีสมาชิก 20 คนทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในราวปีพ.ศ.2564 ชุมชนย้อมผ้าจากสีธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่มีปัญหาสีจางหายและตก

  การดำเนินการ

นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกับวิทยาลัยชุมชนมุกดาหารจึงได้ศึกษาวิจัยกระบวนการย้อมสีดั้งเดิมของชุมชนบ้านคำนางโอก เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้ได้มาตรฐานสากลด้วยวิทยาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม นักวิจัยได้ทดลองย้อมสีจากเปลือกไม้ธรรมชาติ ด้วยกระบวนการย้อมที่แตกต่างกัน 3 แบบ ในส่วนที่เป็นเรื่องการย้อมคราม นักวิจัยพบว่า ชุมชนรักษาภูมิปัญญาการย้อมครามแบบดั้งเดิมไว้อย่างเข้มงวด เพราะความเชื่อว่า ครามเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องดูแลประหนึ่งเป็นลูก ต้องพูดจาไพเราะ ห้ามใส่สิ่งใดเปลี่ยนไปจากภูมิปัญญาเดิม มิฉะนั้นครามจะหนีหรือตาย นักวิจัยจึงมิอาจเสนอให้ปรับเปลี่ยนกระบวนการเตรียมหม้อครามหรือการย้อมสี แต่แนะนำด้านการชั่ง ตวง วัดให้ถูกต้อง ให้มีกระบวนการที่เป็นมาตรฐาน นักวิจัยพบว่า ในบางครั้งก็ควรเลือกให้ชุมชนคงรักษามรดกวัฒนธรรมของบรรพบุรุษที่รักและผูกพันไว้ โดยเฉพาะเมื่อชุมชนยึดมั่นในจิตใจดีงาม

ผลผลิต   ชุมชนคำนางโอกพัฒนาตนจนเป็นนวัตกรชุมชน ประกอบอาชีพด้านผ้าฝ้ายทอด้วยกระบวนการอิงธรรมชาติตลอดกระบวนการ จากปี 2564 เป็นต้นมา ชุมชนได้พัฒนาสีสันใหม่ ๆ โดยได้ทดลองใช้เปลือกไม้หลากหลายชนิด  โดยใช้เทคนิคที่ได้เรียนรู้มาจากโครงการวิจัย อีกทั้งพัฒนารูปแบบลวดลายผ้า รูปแบบการทอ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ที่ได้นำเทคนิครูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของต่างประเทศมาให้กลุ่ม ซึ่งทอส่งผู้ประกอบการเพื่อนำไปแปรรูปต่อไป โดยยังคงรักษาจุดเด่นคือการรักษากระบวนการธรรมชาติจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้ขยายพื้นที่ปลูกฝ้ายจากเดิมมีพื้นที่กลางของชุมชน จำนวน  7 ไร่ และสมาชิกกลุ่มได้ปลูกในพื้นที่ตัวเอง อีกคนละ 1 – 2 ไร่ ทำให้มีฝ้ายที่เพียงพอที่จะใช้ในกลุ่ม และส่งขายในพื้นที่ใกล้เคียง ยังคงรักษากระบวนการย้อมผ้าที่ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีการชั่ง ตวง วัด และได้พัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ ภูมิปัญญาด้านการย้อมสีธรรมชาติ ให้กับนักเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมในพื้นที่ และกลายเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานของจังหวัด

นวัตกรรมสามชั้น ถักเส้นใยคล้า ทอแบบซ่อนเส้นด้าย ย้อมสีจากฉนวน

โดย วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู

การต่อยอดโครงการวิจัยเมื่อปั 2566 “การสำรวจช่างศิลป์ท้องถิ่นจังหวัดหนองบัวลำภูเพื่อยกระดับคุณค่าและพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วย”วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภูสีเขียวสู่ความยั่งยืน”

พื้นที่ชุมชน :  
  1. วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู “ฝ้ายกะตุ่ยโป่งแค” อ.นากลาง
  2. วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู “เทวาผ้าไทย” อ.นากลาง
  3. วิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายผ้าไหมบ้านโนนสว่าง อ.โนนสัง จว.หนองบัวลำภู
ลักษณะผลิตภัณฑ์เดิมของชุมชน   วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู “ฝ้ายกะตุ่ยโป่งแค”: ผ้าสองตะกรอเข็นมือย้อมสีธรรมชาติ ผ้ามัดหมี่ฝ้ายเข็นมือย้อมสีธรรมชาติ มีลายอัตลักษณ์ตำบลด่านช้าง แต่ลายมีขนาดใหญ่ ไม่ได้สัดส่วน และไม่ทันสมัย วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู “เทวาผ้าไทย”: ผ้าสองตะกรอฝ้ายซีกวง ผ้าสี่ตะกรอฝ้ายซีกวง ผ้าขิดสลับหมี่ฝ้ายซีกวง และผ้ามัดหมี่ฝ้ายซีกวง ซึ่งย้อมด้วยสีเคมีและสีธรรมชาติ ไม่มีลายอัตลักษณ์ของกลุ่ม  วิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายผ้าไหมบ้านโนนสว่าง : ผ้าฝ้ายซีกวงและผ้าไหม ทอด้วยนวัตกรรมแบบซ่อนเส้นด้าย มีลายอัตลักษณ์ของกลุ่มที่มีความโดดเด่น แต่ไม่มีการทำการตลาด ผลิตผ้าทอมือตามคำสั่งซื้อของลูกค้า

  ความเป็นมา

วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภูวิเคราะห์พืชพรรณในพื้นที่ เห็นว่าคล้าเป็นพืชที่ใช้จักสานในจังหวัดหนองบัวลำภูแถบอำเภอศรีบุญเรือง หลังการจักคล้าจะมีวัสดุเหลือใช้จำนวนมากซึ่งถูกกำจัดโดยการเผา สร้างมลพิษทางอากาศ ในส่วนของการใช้ประโยชน์จากพืชพื้นถิ่นในจังหวัดหนองบัวลำภูนั้น ก็เห็นว่าครามและฉนวนเป็นพืชที่มีเป็นจำนวนมาก สามารถให้สีที่เป็นที่นิยมในยุคสมัย กรรมวิธีในการย้อมสีฉนวนและครามใช้วิธีการย้อมเย็น ไม่ต้องใช้ฟืนในการจุดไฟเพื่อต้มน้ำย้อมเหมือนพืชชนิดอื่น ๆ เป็นการประหยัดพลังงาน และไม่สร้างมลพิษทางอากาศ

วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู จึงรวบรวมกลุ่มชุมชนที่สนใจการผลิตเส้นใยจากคล้า จำนวน 3 กลุ่มซึ่งมีทักษะโดดเด่นไปคนละทาง ได้แก่ วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู “ฝ้ายกะตุ่ยโป่งแค” อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการผลิตเส้นใยฝ้ายเข็นมือ วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู “เทวาผ้าไทย” โดดเด่นเป็นต้นแบบในการย้อมฉนวน วิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายผ้าไหมบ้านโนนสว่างมีชื่อเสียงเด่นในการทอผ้าแบบนวัตกรรมแบบซ่อนเส้นด้าย และได้ประสานศูนย์ออกแบบสร้างสรรค์ผ้าและสิ่งทอ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เพื่อจัดฝึกอบรมการผลิตเส้นใยจากคล้า

  การดำเนินการ

  1. ศึกษาความต้องการของกลุ่มทอผ้าในจังหวัดหนองบัวลำภูที่มีความสนใจในการผลิตเส้นใยจากคล้า
  2. จัดฝึกอบรมการผลิตเส้นใยจากคล้า การย้อมเส้นใยจากคล้าด้วยฉนวนและคราม การนำเส้นใยจากคล้าที่ย้อมด้วยฉนวนและครามไปเป็นเส้นพุ่งในการทอนวัตกรรมแบบซ่อนเส้นด้าย 
  3. อบรมการออกแบบและตัดเย็บผ้าเส้นใยคล้าทอนวัตกรรมแบบซ่อนเส้นด้าย
  4. เผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตเส้นใยจากคล้าสู่ชุมชน

ผลผลิต    ทางเลือกอัตลักษณ์ใหม่ของผ้าทอมือหนองบัวลำภูที่มีความโดดเด่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพื้นถิ่น ด้วยการย้อมเย็นผ้าจาก”ฉนวน” เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน 

  1. เส้นใยคล้าย้อมสีธรรมชาติ (ฉนวน และคราม)
  2. ผ้าเส้นใยคล้าทอนวัตกรรมแบบซ่อนเส้นด้าย
  3. ชุดผ้าเส้นใยคล้าทอนวัตกรรมแบบซ่อนเส้นด้ายสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี

การนำเส้นใยจากคล้าไปถักทอแบบนวัตกรรมแบบซ่อนเส้นด้าย เป็น “ผ้าขิดสลับหมี่ทอนวัตกรรมจากเส้นใยคล้า” นำเสนอมิติใหม่ของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่น เศษวัสดุเหลือทิ้งจากการผลิตงานจักสานของชุมชน ซึ่งถูกเผาทิ้ง นำมาแปรรูปให้กลายเป็นผืนผ้าที่มีคุณภาพแต่ช่วยลดปริมาณขยะและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม 

ติดต่อศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัล

กำลังส่งข้อมูล...
โปรดรอซักครู่