โดย วิทยาลัยชุมชนสตูล
อุทยานธรณีโลกสตูล เป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO ลักษณะภูมิประเทศเทือกเขาหินปูน ถ้ำ และทะเลที่งดงามพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ธรณีวิทยา ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และภูมิปัญญาชุมชนที่สามารถนำมาต่อยอดได้
ความเป็นมา
อุทยานธรณีโลกสตูล เป็นอุทยานธรณีโลกแห่งแรกของไทยที่ได้รับการรับรองจาก UNESCO เมื่อพ.ศ. 2561 ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ฝั่งอันดามัน ครอบคลุม 4 อำเภอในสตูล (ทุ่งหว้า, มะนัง, ละงู, เมือง) พื้นที่กว่า 2,500 ตร.กม. โดดเด่นด้วย “ฟอสซิลยุคเก่ากว่า 500 ล้านปี” (Paleozoic) และลักษณะภูมิประเทศเทือกเขาหินปูน ถ้ำ และทะเลที่งดงามพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ ธรณีวิทยา และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในมิติของชุมชนก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับบริบทของสตูลที่มีทั้งสมุนไพรท้องถิ่น วิถีชีวิต และภูมิปัญญาชุมชนที่สามารถนำมาต่อยอดได้
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนในพื้นที่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงทุนชุมชน ผลิตภัณฑ์ และเส้นทางการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นระบบ วิทยาลัยชุมชนสตูลจึงเริ่มดำเนินโครงการ”ยกระดับเพื่อหนุนเสริมการ
ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยชุมชน พื้นที่อุทยานธรณีโลกสตูล Enhancing Community-Based Health Tourism in the Satun UNESCO Global Geopark Area”ที่ ตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล เพื่อศึกษาทุนชุมชน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน และการสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยชุมชน เพื่อให้ทรัพยากรและภูมิปัญญาในพื้นที่สามารถต่อยอดไปสู่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับชุมชนได้จริง
วิธีดำเนินการ
การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การดำเนินงานแบ่งออกเป็น 3 ระยะต่อเนื่อง ในปี 2568 ดังนี้
ระยะที่ 1 การวิเคราะห์ทุนชุมชน : ผู้วิจัยลงพื้นที่ศึกษาทุนชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ พร้อมสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้รู้ในชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชน จากนั้นจัดเวทีการมีส่วนร่วมเพื่อร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพของพื้นที่ ทั้งในด้านทุนคน ทุนวัฒนธรรม ทุนทรัพยากร และทุนเงิน โดยใช้แบบบันทึกข้อมูล และการวิเคราะห์ SWOT เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาเป็นฐานสำหรับการพัฒนาในระยะต่อไป
ระยะที่ 2 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน : ผู้วิจัยนำผลจากการวิเคราะห์ทุนชุมชนมาใช้ในการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนเชิงสุขภาพ โดยทำงานร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรทักษอร ตำบลนาทอน อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล และนำผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นไปให้กลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพประเมินความพึงพอใจตามแนวคิดส่วนประสมทางการตลาด
ระยะที่ 3 การสร้างเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยชุมชน : ผู้วิจัยนำข้อมูลจากสองระยะแรกมาสู่การออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยชุมชน ผ่านการศึกษาเส้นทางเดิม การสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง และการจัดเวทีการมีส่วนร่วมร่วมกับชุมชนและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพัฒนาเส้นทางที่เชื่อมโยงธรรมชาติ สมุนไพร วิถีชีวิต อาหารพื้นถิ่น และกิจกรรมดูแลสุขภาพเข้าด้วยกัน แล้วจึงประเมินความเหมาะสมของเส้นทางที่พัฒนาขึ้นทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ
โดย วิทยาลัยชุมชนสมุทรสาคร
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 กว่า 5 ปีที่วิทยาลัยชุมชนสมุทรสาคร ดำเนินการสร้างสรรค์ผ้าลายอย่างโบราณจากโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร เพื่อให้เกิดเป็นลายผ้าอัตลักษณ์จังหวัดสมุทรสาคร
ความเป็นมา
ตั้งแต่ปีพ.ศ.2564 กว่า 5 ปีที่วิทยาลัยชุมชนสมุทรสาคร ดำเนินการสร้างสรรค์ผ้าลายอย่างโบราณจากโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร เพื่อให้เกิดเป็นลายผ้าอัตลักษณ์จังหวัดสมุทรสาคร
ด้วยเล็งเห็นความสำคัญถึงการสร้าง Soft Power ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดสมุทรสาครให้สามารถจับต้องได้ โดยการนำลวดลายจากจิตรกรรม-ปฏิมากรรมจากโบราณสถาน 6 แห่งในจังหวัดสมุทรสาครแล้วนำมาวาด ออกแบบ ตกแต่ง จัดวาง รังสรรค์ลวดลาย เพื่อทำเป็นผ้าลายอย่างโบราณ ผ่านการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่าย และตรวจสอบจาก อาจารย์เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล ผู้เชี่ยวชาญลายผ้าโบราณ จนได้ลายผ้าที่สวยงามลงบนผืนผ้าด้วยเทคนิคการพิมพ์ จึงเป็นการนำเสนอ และต่อยอดการสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของศิลปวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 2 ลาย คือ เบญจสาครและมังกรเหิน
การพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าลายอย่างสมุทรสาคร การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ในการสนับสนุนการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มีการเผยแพร่ผลงานในงาน Samut Sakhon Expo 2025 ซึ่งจัดโดยสำนักงานจังหวัดสมุทรสาคร หอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร ผ่านกิจกรรม ดังนี้
1) ร่วมการเสวนาผ่านหัวข้อ “การพัฒนาต่อยอด
2) กิจกรรมเดินแบบแฟชั่นโชว์ “ผ้าลายอย่างสมุทรสาคร” โดยสำนักงานวัฒนธรรม ลายผ้าโบราณ สืบสานงานศิลป์ ลวดลายถิ่นสาคร”
3) จัดนิทรรศการภายในงาน เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์และเรื่องราวของจังหวัดสมุทรสาคร
โดยวิทยาลัยชุมชนพังงา
นวัตกรรมชุมชนจากทุนท้องถิ่น : ข้าวเกรียบปูดำ และขนมข้าวไร่ดอกข่าทรงเครื่อง
ความเป็นมา
วิทยาลัยชุมชนพังงาได้ดำเนินการวิจัยเพื่อยกระดับอัตลักษณ์และขีดความสามารถทางการแข่งขันของท้องถิ่นด้วยแนวคิด “The Taste of Phang Nga” โดยมีวัตถุประสงค์การใช้ “ทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติ” เป็นฐานสำคัญในการสร้างสรรค์ทางเศรษฐกิจโดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านคหกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์อาหาร
พื้นที่ วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านไสเสียด ต.บ่อแสน อ.ทับปุด และวิสาหกิจชุมชนบ้านท่าไร่ ต.บางเตย อ.เมือง จ.พังงา
การดำเนินงาน
การดำเนินงานในปี 2566 วิทยาลัยชุมชนพังงาร่วมกับวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านไสเสียด ทับปุด เริ่มพัฒนา สูตรข้าวไร่ดอกข่าทรงเครื่อง และทดสอบตลาด ปี 2567 พัฒนาบรรจุภัณฑ์ ได้รับ อย. ปี 2568 พัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ เพื่อกำหนดให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้านของฝาก ส่วนข้าวเกรียบปูดำนั้น ดำเนินการร่วมกับวิสาหกิจชุมชนบ้านท่าไร่ ต.บางเตย อ.เมืองพังงา ปี พ.ศ. 2567 เริ่มพัฒนาสูตรข้าวเกรียบปูดำ และทดสอบตลาดจากบรรจุภัณฑ์ถุงคราฟ ปี 2568 พัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ เพื่อกำหนดให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในร้านของฝาก และ ปี 2569 พัฒนารสชาติใหม่
1. วิเคราะห์ศักยภาพของวัตถุดิบพื้นถิ่น
ขนมข้าวไร่ดอกข่า แปรรูปจากข้าวพันธ์พื้นเมืองซึ่งขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดพังงา โดยใช้เทคนิคการรักษาคุณค่าทางโภชนาการและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ผสมผสานกับเครื่องเทศและกุ้งเคยในท้องถิ่น ตอบโจทย์ผู้ใส่ใจสุขภาพและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ
2. กลไกการขับเคลื่อนผ่านวิสาหกิจชุมชนและทุนทางสังคม
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ประสบความสำเร็จยั่งยืน เกิดจากการออกแบบผลิตภัณฑ์พร้อมวางรากฐาน ทางสังคมให้เข้มแข็ง วิทยาลัยชุมชนพังงาจึงช่วยวางระบบผ่านกระบวนการทำงานร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนดังนี้
มิติที่ 1 การเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิต บริหารจัดการความร่วมมือระหว่างกลุ่มผู้ผลิตวัตถุดิบและกลุ่มแปรรูปในท้องถิ่น เพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง โดยวิทยาลัยชุมชนพังงาได้เป็นตัวกลาง เชื่อมโยงเครือข่ายระหว่าง “กลุ่มต้นน้ำ” คือ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวไร่ดอกข่าและชาวประมงพื้นบ้านเข้ากับ “กลุ่มกลางน้ำ” คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปอาหาร กลุ่มแม่บ้านไสเสียด และกลุ่มวิสาหกิจบ้านเกาะเคี่ยม การเชื่อมโยงแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของวัตถุดิบและราคาผลผลิตทางการเกษตร เกิดการซื้อขายที่เป็นธรรม ซึ่งช่วยให้กลุ่มแปรรูปมีวัตถุดิบคุณภาพดีสม่ำเสมอ การกระจายรายได้กลับสู่เกษตรกรและชาวประมงรายย่อยในพื้นที่โดยตรง
มิติที่ 2 การเสริมสร้างทักษะการจัดการเพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และเพิ่มโอกาสการตลาด วิทยาลัยสนับสนุนการจัดวางระบบบริหารจัดการให้เป็นสากลใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
หัวใจสำคัญของการเสริมสร้างทักษะการจัดการของกลุ่มวิสาหกิจ คือ กระบวนการสร้างให้สมาชิกในกลุ่มเกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง
ผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
“The Taste of Phang Nga” ประสบความสำเร็จ และสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชุมชน ดังนี้
มิติเศรษฐกิจ
การยกระดับมูลค่าทรัพยากร
และรายได้หมุนเวียน
มิติสังคมและวัฒนธรรม
การสืบทอดภูมิปัญญาการผลิตแบบดั้งเดิม เช่น ปรุงรสด้วยเครื่องเทศสมุนไพรพื้นถิ่นและการใช้เตาถ่าน ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอาหารของพังงา นำมาปรับใช้ร่วมกับมาตรฐานความปลอดภัยสมัยใหม่ (อย.) ภูมิปัญญาไม่สูญหายไปตามกาลเวลา ข้าวเกรียบได้พัฒนารสปูดำดั้งเดิมและรสปูดำใบขลู อาจมีน้ำจิ้มในถุง เพื่อขายในตลาดชุมชน
ความภาคภูมิใจในท้องถิ่น “ของดีในรั้วบ้าน” ได้รับการพัฒนาจนมีบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามและได้รับมาตรฐานสากล ช่วยสร้าง “ความรู้สึกเป็นเจ้าของ” และความภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชน
มิติสิ่งแวดล้อม
กรณีศึกษา “The Taste of Phang Nga” สะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาสร้างพลังทางปัญญาให้ชุมชน เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับบริบทพื้นที่ การบูรณาการระหว่างวัตถุดิบที่มีอัตลักษณ์ ความเข้มแข็งของกลุ่มวิสาหกิจ และการสนับสนุนเชิงเทคนิคที่ต่อเนื่อง
โดยวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี
เทคโนโลยีระบบควบคุมอัตโนมัตินำมาสู่การประยุกต์ใช้ในการพัฒนา เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติ
ความเป็นมา
การย้อมผ้าเป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตสิ่งทอที่มีความสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ แต่ยังคงใช้วิธีการดั้งเดิมซึ่งอาศัยแรงงานคนเป็นหลัก เช่น การกวนผ้า การควบคุมอุณหภูมิและการล้างผ้ากระบวนการเหล่านี้มักมีปัญหาในด้านคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ใช้แรงงานคนมาก และสิ้นเปลืองเวลานอกจากนี้ การย้อมผ้าแบบใช้แรงงานคนยังมี ข้อจำกัดด้านสุขภาพและความปลอดภัย เนื่องจากแรงงานต้องสัมผัสกับน้ำย้อมและความร้อนเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และความเมื่อยล้า ขณะเดียวกันต้นทุนแรงงานก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีระบบควบคุมอัตโนมัติ เช่น ระบบกวนอัตโนมัติ, เซนเซอร์วัดและควบคุมอุณหภูมิ, ระบบตั้งเวลา และโปรแกรมการทำงานแบบกำหนดล่วงหน้า จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติ ที่ช่วยลดการใช้แรงงานคน พร้อมทั้งสร้างมาตรฐานคุณภาพของผ้าย้อมได้อย่างสม่ำเสมอ
ผลการทดลอง
การทดลองย้อมผ้าด้วย เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติประหยัดแรงงานคน ใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง สามารถย้อมผ้าได้จำนวน 5 ใจ โดยในกระบวนการใช้แก๊สหุงต้ม (LPG) เป็นแหล่งพลังงานความร้อน พบว่า
เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการย้อมผ้าแบบดั้งเดิมที่ต้องเปิดแก๊สตลอดระยะเวลาในการย้อม พบว่ามีการใช้แก๊สมากกว่า (เฉลี่ยประมาณ 2.0–2.5 กิโลกรัม/รอบการย้อม) แสดงให้เห็นว่าเครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติสามารถ ลดการใช้แก๊สได้ราว 25–40%ต่อรอบการย้อม ขึ้นอยู่กับสภาพการทำงานนอกจากนี้
การใช้เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติยังช่วยให้แรงงานคนไม่จำเป็นต้องควบคุมการเปิด–ปิดแก๊สหรือกวนผ้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถ ลดภาระงานแรงงานได้มากกว่า 50% และลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสความร้อนโดยตรง
สรุปผลการทดลอง
โดยวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี
สนับสนุนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร
ความเป็นมา
วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีได้ดำเนินการพัฒนานวัตกรรม “ระบบรดน้ำสวนส้มโอด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT)”ในปี พ.ศ. 2568 เพื่อสนับสนุนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร โดยความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีและเกษตรกรใน ชุมชนบ้านห้วยป่าปก กลุ่มส้มโอบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำสำหรับการปลูกส้มโอ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ โดยนำระบบควบคุมการทำงานของปั๊มน้ำและระบบรดน้ำผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาใช้ เกษตรกรสามารถสั่งการเปิด–ปิดปั๊มน้ำ และควบคุมการให้น้ำในแต่ละพื้นที่ผ่านสมาร์ตโฟนได้อย่างสะดวก ช่วยลดระยะเวลาและแรงงานในการดูแลสวน
ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยปั๊มน้ำ ระบบท่อส่งน้ำ การแบ่งโซนการให้น้ำ และชุดควบคุม IoT ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้นในดิน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการให้น้ำแก่พืชอย่างเหมาะสม ส่งผลให้สามารถลดการใช้น้ำโดยไม่จำเป็น และช่วยให้พืชได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ
ผลจากการดำเนินโครงการทำให้เกิดระบบต้นแบบการรดน้ำอัตโนมัติที่สามารถใช้งานได้จริงในสวนส้มโอของชุมชนบ้านห้วยป่าปก นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการน้ำแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตรของชุมชน อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้าน Smart Farming สำหรับนักศึกษาและประชาชนที่สนใจ
โครงการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีในการนำองค์ความรู้ด้านวิชาการและเทคโนโลยีไปพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป
การดำเนินการ
การดำเนินโครงการเริ่มต้นจากการสำรวจพื้นที่สวนส้มโอของเกษตรกรใน ชุมชนบ้านห้วยป่าปก กลุ่มส้มโอบ้านไร่ เพื่อศึกษารูปแบบการให้น้ำ ความต้องการใช้น้ำของพืช และสภาพพื้นที่การเพาะปลูก จากนั้นจึงได้ออกแบบระบบรดน้ำโดยแบ่งพื้นที่การให้น้ำออกเป็นหลายโซน เพื่อให้สามารถควบคุมการให้น้ำในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม
ระบบประกอบด้วยปั๊มน้ำ ท่อส่งน้ำ วาล์วควบคุมการจ่ายน้ำในแต่ละโซน และชุดควบคุมระบบ IoT ที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้งานสามารถควบคุมการเปิด–ปิดปั๊มน้ำและการรดน้ำผ่านสมาร์ตโฟน นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้นในดิน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาความเหมาะสมของการให้น้ำในแต่ละช่วงเวลา
หลังจากติดตั้งระบบแล้ว ได้มีการทดสอบการทำงานของระบบในพื้นที่จริง พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้และแนะนำวิธีการใช้งานระบบให้กับเกษตรกรในชุมชน เพื่อให้สามารถใช้งานและดูแลระบบได้อย่างถูกต้อง
ผลผลิต
ผลจากการดำเนินโครงการทำให้เกิดระบบต้นแบบการรดน้ำสวนส้มโอด้วยเทคโนโลยี IoT ที่สามารถใช้งานได้จริงในพื้นที่ของ ชุมชนบ้านห้วยป่าปก กลุ่มส้มโอบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี โดยระบบสามารถควบคุมการเปิด–ปิดปั๊มน้ำและการให้น้ำในแต่ละโซนผ่านสมาร์ตโฟน ช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการน้ำได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ โครงการยังช่วยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตรในชุมชน ทำให้เกษตรกรมีความรู้และความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างของการบูรณาการองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษาไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
ประโยชน์ที่เกิดกับชุมชน
โดยวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี
นวัตกรรมที่ผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเข้ากับบริบทของชุมชน
ความเป็นมา
วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีเริ่มพัฒนาเครื่องสังเคราะห์น้ำมันจากพลาสติกในปี พ.ศ. 2567 ด้วยแนวคิดกระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในชุมชนควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากของเหลือทิ้ง โดยเหตุที่ในพื้นที่ชนบท เช่น จังหวัดอุทัยธานี มีการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นถุงหูหิ้ว ขวดพลาสติกใส หรือวัสดุพลาสติกใช้แล้วประเภทต่าง ๆ ที่ยากต่อการกำจัดอย่างถูกวิธี
กระบวนการหลักของเครื่องกลั่นดังกล่าวอาศัยหลักการไพโรไลซิสซึ่งเป็นการให้ความร้อนแก่พลาสติกในถังปิดที่ปราศจากออกซิเจน ส่งผลให้โครงสร้างของพลาสติกสลายตัวกลายเป็นไอระเหย และเมื่อควบแน่นจะกลายเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของระบบดั้งเดิมคือการกระจายความร้อนที่ไม่สม่ำเสมอทำให้ต้องใช้เวลาในการกลั่นนานและสิ้นเปลืองพลังงาน
ดังนั้น การพัฒนาระบบความร้อนแบบอัดอากาศจึงถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ โดยการอัดอากาศเข้าไปช่วยกระจายความร้อนภายในเตากลั่น ทำให้พลาสติกได้รับความร้อนอย่างทั่วถึงและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาในการกลั่นลดลง ประหยัดเชื้อเพลิง และเพิ่มความสม่ำเสมอของคุณภาพน้ำมันที่ได้ แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการเสริมกำลังให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น น้ำมันที่ได้จากกระบวนการดังกล่าว หรือที่เรียกว่าน้ำมันไพโรไลซิส สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชุมชนได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะกับเครื่องจักรกลการเกษตรที่ใช้รอบต่ำ เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องตัดหญ้า ตลอดจนสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาถ่าน หรือในงานช่างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและเพิ่มความพึ่งพาตนเองให้แก่ชุมชน
โดยสรุป การพัฒนาเครื่องกลั่นน้ำมันจากพลาสติกด้วยระบบความร้อนแบบอัดอากาศ เป็นนวัตกรรมที่ผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเข้ากับบริบทของชุมชนอย่างเหมาะสม ไม่เพียงช่วยลดปัญหาขยะพลาสติก แต่ยังสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการพัฒนาท้องถิ่นในระยะยาวอีกด้วย
3.ผลพลอยได้จากกระบวนการ
4.คุณภาพน้ำมัน น้ำมันที่ได้มีลักษณะเป็นของเหลวสีเข้ม ติดไฟได้ดี เหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์รอบต่ำหรือในระดับชุมชน (อาจต้องปรับปรุงคุณภาพหากใช้กับเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง)
5.ประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ ระบบความร้อนแบบอัดอากาศช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้าน
ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า การใช้ระบบความร้อนแบบอัดอากาศ ไพโรไลซิสสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกได้จริง ทั้งในด้านปริมาณ ระยะเวลา และการใช้พลังงาน ทำให้เหมาะสมต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในระดับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าเทคโนโลยีนี้มีศักยภาพสูง เหมาะสำหรับนำไปใช้ในระดับชุมชน เพื่อแปรรูปขยะพลาสติกให้เกิดประโยชน์ ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างคุ้มค่า
โดย วิทยาลัยชุมชนยโสธร
โครงการบริการวิชาการ วิทยาลัยชุมชนสีเขียว การทอผ้าด้วยใยจากเศษวัสดุการเกษตรเหลือใช้เส้นใยอ้อย (ทอใยรักษ์)
นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งดำเนินโครงการบริการวิชาการ วิทยาลัยชุมชนสีเขียว การทอผ้าด้วยใยจากเศษวัสดุการเกษตรเหลือใช้เส้นใยอ้อย (ทอใยรักษ์)
พื้นที่ชุมชน :
ลักษณะผลิตภัณฑ์เดิม
ทอผ้าไหมลายพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติ แต่ไม่มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ไม่มีลวดลายร่วมสมัย
ความเป็นมา
จังหวัดยโสธรซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ในโครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านน้อมเกล้า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้คนกับป่าอยู่ร่วมกัน ช่วยกันดูแลรักษาและฟื้นฟูสภาพป่า รวมทั้งพัฒนาชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น ซึ่งกลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ได้รับการพัฒนาในโครงการศิลปาชีพด้านทอผ้า ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปักผ้าและงานศิลปาชีพต่างๆ ประธานและสมาชิกกลุ่มกลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร เคยถวายงานสมเด็จพระพันปีหลวงในช่วงปี พ.ศ.2546
ปัจจุบันประธานกลุ่มเสียชีวิต สมาชิกบางคนอายุมากขึ้นส่งผลต่อองค์ความรู้ของปราชญ์ชุมชนกำลังเลือนหายไป การเลี้ยงไหมลดลง การย้อมสีธรรมชาติให้มีเฉดสีคงทนสี การย้อมซ้ำคงเฉดสีเดิมยังไม่สม่ำเสมอ ประธานกลุ่มและสมาชิกในปัจจุบันต้องการการฟื้นฟูภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นบ้าน การย้อมสีธรรมชาติ การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมชุมชน การฟื้นฟูสุขภาพของชุมชนด้วยการลดการเผาที่มีผลทระทบต่อสุขภาพ การฟื้นฟูชุมชนสังคมดำรงชีวิตที่ปลอดภัย และสร้างรายได้พึ่งพาตนเองได้ของชุมชน
การดำเนินการ
วิทยาลัยชุมชนยโสธรจึงจัดเวทีประชาคมชุมชน สอบถามความต้องการและเสนอแนวทางเลือกการนำเส้นใยจากใบอ้อย เศษวัสดุการเกษตรเหลือทิ้งสู่การแปรรูปผ้าทอพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติ และมีการประเมินกระบวนการผลิตที่มีการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นต์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products, CFP) ให้เป็นที่ยอมรับการตลาด สามารถจำหน่ายได้ทั้งในและต่างประเทศ เป็นการร่วมแก้ไขปัญหาของพื้นที่ในการลดการเผาใบอ้อยในแปลงที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 ด้วยการนำมาแปรสภาพเป็นเส้นใยใบอ้อย แปรรูปผ้าทอพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติจังหวัดยโสธร
เริ่มต้นทดลองโครงการบริการวิชาการนี้ในพื้นที่ กลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร และขยายผลต่อ กลุ่มแม่บ้านทอผ้าบ้านพอก กลุ่มทอผ้าลายขิตบ้านดอนมะซ่อม สร้างเครือข่ายชุมชนผ้าทอ
วิทยาลัยได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการประเด็นแก่ชุมชนด้วยหัวข้อ : การผลิตเส้นใยทอจากเศษวัสดุเหลือใช้การเกษตร การจำแนกเส้นใยทางด้านสิ่งทอและการทดสอบเส้นใย การย้อมสีธรรมชาติจากวัสดุชุมชนท้องถิ่นให้มีเฉดสีคงทนสี การออกแบบลวดลายพื้นบ้านยโสธรและลวดลายร่วมสมัย การยกระดับคุณภาพมาตรฐานชุมชน (มผช.) การบริหารจัดการทอผ้าพื้นบ้านและย้อมสีธรรมชาติแบบครบวงจร และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมและรองรับการขนส่ง
สร้างมูลค่าจากวัสดุเหลือทิ้งการเกษตรด้วยการบูรณการกับบริบท วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญา อัตลักษณ์ประจำถิ่น เกิดการสร้างทางเลือกใหม่ของการทอผ้าพื้นบ้านด้วยผ้าแทรกใยใบอ้อย ลวดลายดั้งเดิมยโสธร ย้อมสีธรรมชาติ
โดยวิทยาลัยชุมชนตาก
ยาพอกตา และยาพอกเข่า(สูตรร้อน) ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ใช้ในสถานพยาบาลฯ โดยการนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาปรุงด้วยกรรมวิธีการผลิตด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย โดยแพทย์แผนไทยของสถานพยาบาลปรุงและผลิตในห้องผลิตสมุนไพรของทางสถานพยาบาลฯ
ความเป็นมา
วิทยาลัยชุมชนตากจัดการศึกษาด้านสุขภาพตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 โดยมีแนวคิดในการสร้างเขื่อนสุขภาพหรือ “Health Dam” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและเศรษฐกิจให้กับชุมชน ได้ดำเนินพันธกิจสำคัญในการแก้ไขปัญหาสุขภาวะชายแดนและความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุขสำหรับประชากรกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า โดยมีการจัดการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทย และอนุปริญญาสาธารณสุขชุมชน พร้อมทั้งจัดการศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 372 ชั่วโมง หลักสูตรฝึกอบรมนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง และนวดฝ่าเท้า 60 ชั่วโมง
วิทยาลัยชุมชนตากได้รับการรับรองจากสภาการแพทย์แผนไทยให้เป็นสถาบันถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรมในหลักสูตรวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ครบทั้ง 4 ด้านได้แก่ ด้านเวชกรรมไทย ด้านเภสัชกรรมไทย ด้านผดุงครรภ์ไทยและด้านนวดไทย รวมทั้งได้รับการรองให้เป็นสถานบันฝึกอบรมในหลักสูตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 372 ชั่วโมงด้วย
ปัจจุบัน (ปีการศึกษา 2568) หลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทย เป็นรุ่นที่ 15 และหลักสูตรอนุปริญญาสาธารณสุขชุมชนปัจจุบันรุ่นที่ 17 มีผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 882 คน จากสถิติทั้งสองหลักสูตรมีผู้เรียนเดินทางมาจากต่างจังหวัดมาเรียนที่วิทยาลัยชุมชนตากจำนวนรวม 41 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ53ของจังหวัดประเทศไทย
ความโดดเด่นหลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทยของวิทยาลัยชุมชนตากคือ ที่นี่มีสถานพยาบาลการแพทย์แผนไทย เป็นสถานที่เรียนและเป็นสถานที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ มีห้องปฏิบัติการ ห้องผลิตยาสมุนไทยเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานที่จริง อีกสิ่งที่เป็นจุดเด่นที่มีความแตกต่าง คือ นักศึกษาที่จบจากวิทยาลัยชุมชนตาก จะได้รับใบอนุปริญญาบัตรและยังจะได้ใบประกาศนียบัตรครบทั้ง 4 ด้านของศาสตร์แพทย์แผนไทย ได้แก่ด้านเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย นวดไทยและผดุงครรภ์ไทย ซึ่งผู้เรียนสามารถนำใบประกาศนียบัตรทั้ง 4 ด้านไปสอบใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยได้
ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาพอกตา-ยาพอกเข่า)
สถานพยาบาลการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยชุมชนตากได้ผลิตยาพอกตา และยาพอกเข่า(สูตรร้อน) ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ใช้ในสถานพยาบาลฯโดยการนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาปรุงด้วยกรรมวิธีการผลิตด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย โดยแพทย์แผนไทยของสถานพยาบาลปรุงและผลิตในห้องผลิตสมุนไพรของทางสถานพยาบาลฯ
1. ยาพอกตา
ยาพอกตา หรือการประคบดวงตาด้วยสมุนไพร เป็นศาสตร์ทางแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นวิธีทางธรรมชาติเพื่อช่วยผ่อนคลายดวงตา ลดอาการเหนื่อยล้า ลดบวม หรือลดรอยคล้ำรอบดวงตา โดยจะใช้พอกหรือประคบบนเปลือกตาที่ปิดสนิท
สรรพคุณ
ส่วนประกอบ
อุปกรณ์
วิธีทำ
วิธีใช้
ข้อควรระวัง
2. ยาพอกเข่า (สูตรร้อน)
เป็นศาสตร์ทางแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาชาวบ้านที่นิยมใช้กันมากเพื่อบรรเทาอาการปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อม เข่าบวม หรืออาการอักเสบจากการใช้งานและเล่นกีฬา โดยการใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ระงับปวดและลดการอักเสบมาตำหรือบดแล้วพอกบริเวณหัวเข่า
สรรพคุณ
ส่วนประกอบ
อุปกรณ์
วิธีทำ
วิธีใช้
ข้อควรระวัง
โดย วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร
โครงการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาหลักสูตรการทำผ้าย้อมครามและเปลือกไม้ในจังหวัดมุกดาหาร
พื้นที่ชุมชนและความเป็นมา
ชุมชนคำนางโอก ต.ร่มเกล้า อ.นิคมคำสร้อย จว.มุกดาหาร เป็นชุมชนภูไทยที่ยังรักษาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษ ความเชื่อและภูมิปัญญาผ้าทอที่เน้นกระบวนการธรรมชาติตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เมื่อทอผ้าเป็นผืนออกมาขายสู่ลูกค้า แม่ๆ ที่ชุมชนนี้ปลูกต้นฝ้าย เก็บฝ้าย ดีด อิ้ว ล้อและ เข็นฝ้าย รวมถึงย้อมสีจากเปลือกไม้หรือครามกันในหมู่บ้าน และตั้งเป็นกลุ่ม มีสมาชิก 20 คนทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในราวปีพ.ศ.2564 ชุมชนย้อมผ้าจากสีธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่มีปัญหาสีจางหายและตก
การดำเนินการ
นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกับวิทยาลัยชุมชนมุกดาหารจึงได้ศึกษาวิจัยกระบวนการย้อมสีดั้งเดิมของชุมชนบ้านคำนางโอก เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้ได้มาตรฐานสากลด้วยวิทยาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม นักวิจัยได้ทดลองย้อมสีจากเปลือกไม้ธรรมชาติ ด้วยกระบวนการย้อมที่แตกต่างกัน 3 แบบ ในส่วนที่เป็นเรื่องการย้อมคราม นักวิจัยพบว่า ชุมชนรักษาภูมิปัญญาการย้อมครามแบบดั้งเดิมไว้อย่างเข้มงวด เพราะความเชื่อว่า ครามเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องดูแลประหนึ่งเป็นลูก ต้องพูดจาไพเราะ ห้ามใส่สิ่งใดเปลี่ยนไปจากภูมิปัญญาเดิม มิฉะนั้นครามจะหนีหรือตาย นักวิจัยจึงมิอาจเสนอให้ปรับเปลี่ยนกระบวนการเตรียมหม้อครามหรือการย้อมสี แต่แนะนำด้านการชั่ง ตวง วัดให้ถูกต้อง ให้มีกระบวนการที่เป็นมาตรฐาน นักวิจัยพบว่า ในบางครั้งก็ควรเลือกให้ชุมชนคงรักษามรดกวัฒนธรรมของบรรพบุรุษที่รักและผูกพันไว้ โดยเฉพาะเมื่อชุมชนยึดมั่นในจิตใจดีงาม
โดย วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู
การต่อยอดโครงการวิจัยเมื่อปั 2566 “การสำรวจช่างศิลป์ท้องถิ่นจังหวัดหนองบัวลำภูเพื่อยกระดับคุณค่าและพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วย”วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภูสีเขียวสู่ความยั่งยืน”
ความเป็นมา
วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภูวิเคราะห์พืชพรรณในพื้นที่ เห็นว่าคล้าเป็นพืชที่ใช้จักสานในจังหวัดหนองบัวลำภูแถบอำเภอศรีบุญเรือง หลังการจักคล้าจะมีวัสดุเหลือใช้จำนวนมากซึ่งถูกกำจัดโดยการเผา สร้างมลพิษทางอากาศ ในส่วนของการใช้ประโยชน์จากพืชพื้นถิ่นในจังหวัดหนองบัวลำภูนั้น ก็เห็นว่าครามและฉนวนเป็นพืชที่มีเป็นจำนวนมาก สามารถให้สีที่เป็นที่นิยมในยุคสมัย กรรมวิธีในการย้อมสีฉนวนและครามใช้วิธีการย้อมเย็น ไม่ต้องใช้ฟืนในการจุดไฟเพื่อต้มน้ำย้อมเหมือนพืชชนิดอื่น ๆ เป็นการประหยัดพลังงาน และไม่สร้างมลพิษทางอากาศ
วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู จึงรวบรวมกลุ่มชุมชนที่สนใจการผลิตเส้นใยจากคล้า จำนวน 3 กลุ่มซึ่งมีทักษะโดดเด่นไปคนละทาง ได้แก่ วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู “ฝ้ายกะตุ่ยโป่งแค” อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการผลิตเส้นใยฝ้ายเข็นมือ วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู “เทวาผ้าไทย” โดดเด่นเป็นต้นแบบในการย้อมฉนวน วิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายผ้าไหมบ้านโนนสว่างมีชื่อเสียงเด่นในการทอผ้าแบบนวัตกรรมแบบซ่อนเส้นด้าย และได้ประสานศูนย์ออกแบบสร้างสรรค์ผ้าและสิ่งทอ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เพื่อจัดฝึกอบรมการผลิตเส้นใยจากคล้า
การดำเนินการ
ผลผลิต ทางเลือกอัตลักษณ์ใหม่ของผ้าทอมือหนองบัวลำภูที่มีความโดดเด่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพื้นถิ่น ด้วยการย้อมเย็นผ้าจาก”ฉนวน” เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน
การนำเส้นใยจากคล้าไปถักทอแบบนวัตกรรมแบบซ่อนเส้นด้าย เป็น “ผ้าขิดสลับหมี่ทอนวัตกรรมจากเส้นใยคล้า” นำเสนอมิติใหม่ของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่น เศษวัสดุเหลือทิ้งจากการผลิตงานจักสานของชุมชน ซึ่งถูกเผาทิ้ง นำมาแปรรูปให้กลายเป็นผืนผ้าที่มีคุณภาพแต่ช่วยลดปริมาณขยะและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม