โดยวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี
เทคโนโลยีระบบควบคุมอัตโนมัตินำมาสู่การประยุกต์ใช้ในการพัฒนา เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติ
ความเป็นมา
การย้อมผ้าเป็นหนึ่งในกระบวนการผลิตสิ่งทอที่มีความสำคัญต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ แต่ยังคงใช้วิธีการดั้งเดิมซึ่งอาศัยแรงงานคนเป็นหลัก เช่น การกวนผ้า การควบคุมอุณหภูมิและการล้างผ้ากระบวนการเหล่านี้มักมีปัญหาในด้านคุณภาพไม่สม่ำเสมอ ใช้แรงงานคนมาก และสิ้นเปลืองเวลานอกจากนี้ การย้อมผ้าแบบใช้แรงงานคนยังมี ข้อจำกัดด้านสุขภาพและความปลอดภัย เนื่องจากแรงงานต้องสัมผัสกับน้ำย้อมและความร้อนเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านผิวหนัง ระบบทางเดินหายใจ และความเมื่อยล้า ขณะเดียวกันต้นทุนแรงงานก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีระบบควบคุมอัตโนมัติ เช่น ระบบกวนอัตโนมัติ, เซนเซอร์วัดและควบคุมอุณหภูมิ, ระบบตั้งเวลา และโปรแกรมการทำงานแบบกำหนดล่วงหน้า จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติ ที่ช่วยลดการใช้แรงงานคน พร้อมทั้งสร้างมาตรฐานคุณภาพของผ้าย้อมได้อย่างสม่ำเสมอ
ผลการทดลอง
การทดลองย้อมผ้าด้วย เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติประหยัดแรงงานคน ใช้เวลาทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง สามารถย้อมผ้าได้จำนวน 5 ใจ โดยในกระบวนการใช้แก๊สหุงต้ม (LPG) เป็นแหล่งพลังงานความร้อน พบว่า
เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการย้อมผ้าแบบดั้งเดิมที่ต้องเปิดแก๊สตลอดระยะเวลาในการย้อม พบว่ามีการใช้แก๊สมากกว่า (เฉลี่ยประมาณ 2.0–2.5 กิโลกรัม/รอบการย้อม) แสดงให้เห็นว่าเครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติสามารถ ลดการใช้แก๊สได้ราว 25–40%ต่อรอบการย้อม ขึ้นอยู่กับสภาพการทำงานนอกจากนี้
การใช้เครื่องย้อมผ้าอัตโนมัติยังช่วยให้แรงงานคนไม่จำเป็นต้องควบคุมการเปิด–ปิดแก๊สหรือกวนผ้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถ ลดภาระงานแรงงานได้มากกว่า 50% และลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสความร้อนโดยตรง
สรุปผลการทดลอง
โดยวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี
สนับสนุนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร
ความเป็นมา
วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีได้ดำเนินการพัฒนานวัตกรรม “ระบบรดน้ำสวนส้มโอด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT)”ในปี พ.ศ. 2568 เพื่อสนับสนุนการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตร โดยความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีและเกษตรกรใน ชุมชนบ้านห้วยป่าปก กลุ่มส้มโอบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำสำหรับการปลูกส้มโอ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ โดยนำระบบควบคุมการทำงานของปั๊มน้ำและระบบรดน้ำผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาใช้ เกษตรกรสามารถสั่งการเปิด–ปิดปั๊มน้ำ และควบคุมการให้น้ำในแต่ละพื้นที่ผ่านสมาร์ตโฟนได้อย่างสะดวก ช่วยลดระยะเวลาและแรงงานในการดูแลสวน
ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยปั๊มน้ำ ระบบท่อส่งน้ำ การแบ่งโซนการให้น้ำ และชุดควบคุม IoT ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมถึงการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้นในดิน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการให้น้ำแก่พืชอย่างเหมาะสม ส่งผลให้สามารถลดการใช้น้ำโดยไม่จำเป็น และช่วยให้พืชได้รับน้ำอย่างสม่ำเสมอ
ผลจากการดำเนินโครงการทำให้เกิดระบบต้นแบบการรดน้ำอัตโนมัติที่สามารถใช้งานได้จริงในสวนส้มโอของชุมชนบ้านห้วยป่าปก นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการน้ำแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในภาคการเกษตรของชุมชน อีกทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้าน Smart Farming สำหรับนักศึกษาและประชาชนที่สนใจ
โครงการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีในการนำองค์ความรู้ด้านวิชาการและเทคโนโลยีไปพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป
การดำเนินการ
การดำเนินโครงการเริ่มต้นจากการสำรวจพื้นที่สวนส้มโอของเกษตรกรใน ชุมชนบ้านห้วยป่าปก กลุ่มส้มโอบ้านไร่ เพื่อศึกษารูปแบบการให้น้ำ ความต้องการใช้น้ำของพืช และสภาพพื้นที่การเพาะปลูก จากนั้นจึงได้ออกแบบระบบรดน้ำโดยแบ่งพื้นที่การให้น้ำออกเป็นหลายโซน เพื่อให้สามารถควบคุมการให้น้ำในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม
ระบบประกอบด้วยปั๊มน้ำ ท่อส่งน้ำ วาล์วควบคุมการจ่ายน้ำในแต่ละโซน และชุดควบคุมระบบ IoT ที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้งานสามารถควบคุมการเปิด–ปิดปั๊มน้ำและการรดน้ำผ่านสมาร์ตโฟน นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดความชื้นในดิน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาความเหมาะสมของการให้น้ำในแต่ละช่วงเวลา
หลังจากติดตั้งระบบแล้ว ได้มีการทดสอบการทำงานของระบบในพื้นที่จริง พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้และแนะนำวิธีการใช้งานระบบให้กับเกษตรกรในชุมชน เพื่อให้สามารถใช้งานและดูแลระบบได้อย่างถูกต้อง
ผลผลิต
ผลจากการดำเนินโครงการทำให้เกิดระบบต้นแบบการรดน้ำสวนส้มโอด้วยเทคโนโลยี IoT ที่สามารถใช้งานได้จริงในพื้นที่ของ ชุมชนบ้านห้วยป่าปก กลุ่มส้มโอบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี โดยระบบสามารถควบคุมการเปิด–ปิดปั๊มน้ำและการให้น้ำในแต่ละโซนผ่านสมาร์ตโฟน ช่วยให้เกษตรกรสามารถบริหารจัดการน้ำได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ โครงการยังช่วยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตรในชุมชน ทำให้เกษตรกรมีความรู้และความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างของการบูรณาการองค์ความรู้จากสถาบันการศึกษาไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
ประโยชน์ที่เกิดกับชุมชน
โดยวิทยาลัยชุมชนอุทัยธานี
นวัตกรรมที่ผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเข้ากับบริบทของชุมชน
ความเป็นมา
วิทยาลัยชุมชนอุทัยธานีเริ่มพัฒนาเครื่องสังเคราะห์น้ำมันจากพลาสติกในปี พ.ศ. 2567 ด้วยแนวคิดกระบวนการไพโรไลซิส (Pyrolysis) เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในชุมชนควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มจากของเหลือทิ้ง โดยเหตุที่ในพื้นที่ชนบท เช่น จังหวัดอุทัยธานี มีการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นถุงหูหิ้ว ขวดพลาสติกใส หรือวัสดุพลาสติกใช้แล้วประเภทต่าง ๆ ที่ยากต่อการกำจัดอย่างถูกวิธี
กระบวนการหลักของเครื่องกลั่นดังกล่าวอาศัยหลักการไพโรไลซิสซึ่งเป็นการให้ความร้อนแก่พลาสติกในถังปิดที่ปราศจากออกซิเจน ส่งผลให้โครงสร้างของพลาสติกสลายตัวกลายเป็นไอระเหย และเมื่อควบแน่นจะกลายเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของระบบดั้งเดิมคือการกระจายความร้อนที่ไม่สม่ำเสมอทำให้ต้องใช้เวลาในการกลั่นนานและสิ้นเปลืองพลังงาน
ดังนั้น การพัฒนาระบบความร้อนแบบอัดอากาศจึงถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการ โดยการอัดอากาศเข้าไปช่วยกระจายความร้อนภายในเตากลั่น ทำให้พลาสติกได้รับความร้อนอย่างทั่วถึงและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ระยะเวลาในการกลั่นลดลง ประหยัดเชื้อเพลิง และเพิ่มความสม่ำเสมอของคุณภาพน้ำมันที่ได้ แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการเสริมกำลังให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น น้ำมันที่ได้จากกระบวนการดังกล่าว หรือที่เรียกว่าน้ำมันไพโรไลซิส สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชุมชนได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะกับเครื่องจักรกลการเกษตรที่ใช้รอบต่ำ เช่น เครื่องสูบน้ำ เครื่องตัดหญ้า ตลอดจนสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาถ่าน หรือในงานช่างพื้นฐานต่าง ๆ ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและเพิ่มความพึ่งพาตนเองให้แก่ชุมชน
โดยสรุป การพัฒนาเครื่องกลั่นน้ำมันจากพลาสติกด้วยระบบความร้อนแบบอัดอากาศ เป็นนวัตกรรมที่ผสมผสานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมเข้ากับบริบทของชุมชนอย่างเหมาะสม ไม่เพียงช่วยลดปัญหาขยะพลาสติก แต่ยังสามารถสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการพัฒนาท้องถิ่นในระยะยาวอีกด้วย
3.ผลพลอยได้จากกระบวนการ
4.คุณภาพน้ำมัน น้ำมันที่ได้มีลักษณะเป็นของเหลวสีเข้ม ติดไฟได้ดี เหมาะสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์รอบต่ำหรือในระดับชุมชน (อาจต้องปรับปรุงคุณภาพหากใช้กับเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูง)
5.ประสิทธิภาพโดยรวมของระบบ ระบบความร้อนแบบอัดอากาศช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งในด้าน
ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า การใช้ระบบความร้อนแบบอัดอากาศ ไพโรไลซิสสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำมันจากขยะพลาสติกได้จริง ทั้งในด้านปริมาณ ระยะเวลา และการใช้พลังงาน ทำให้เหมาะสมต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในระดับชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าเทคโนโลยีนี้มีศักยภาพสูง เหมาะสำหรับนำไปใช้ในระดับชุมชน เพื่อแปรรูปขยะพลาสติกให้เกิดประโยชน์ ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างคุ้มค่า
โดยวิทยาลัยชุมชนพิจิตร
นวัตกรรมพลิกโฉมภูมิปัญญาจักสาน ยกระดับประสิทธิภาพการจักสาน
โดย สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
ความเป็นมา
แต่เดิมมา การเตรียมเส้นตอกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร และกลุ่มจักสานบ้านโพธิ์ศรี ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ต้องอาศัยแรงงานคนโดยใช้มือและมีด หรือเครื่องช่วยแบ่งเส้นตอกแบบหมุนด้วยมือ (Manual) ซึ่งการหมุนเครื่องจักตอกและการแบ่งเส้น ด้วยมือใช้เวลาและนำไปสู่ความเหนื่อยล้าของช่างซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
วิทยาลัยชุมชนเห็นประโยชน์ของการเข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการผลิตสู่ระบบ “กึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automatic)” หัวใจสำคัญของการปรับปรุงเริ่ม เปลี่ยนจากการใช้มือหมุน“เครื่องจักตอก” มาติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้ไม้ไผ่เคลื่อนที่ผ่านใบมีดได้อย่างสม่ำเสมอ ผสานกับการใช้ระบบส่งกำลังผ่านสายพานหรือโซ่ที่ช่วยลดภาระของผู้ใช้งานได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์ที่ได้คือการทำงานที่ต่อเนื่องยาวนานขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนจากแรงมือ และได้ปริมาณเส้นตอกที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในระยะเวลาที่เท่าเดิม
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
ในส่วนของ “เครื่องแบ่งเส้นตอก” ทางวิทยาลัยได้แก้ปัญหากระบวนการผลิตเดิมที่มักติดขัดในขั้นตอนการแบ่งเส้นขนาด 5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่มีความต้องการใช้งานสูงสุดแต่กลับมีช่องแบ่งไม่เพียงพอ การดัดแปลงครั้งนี้จึงเน้นการ ขยายขนาดและเพิ่มจำนวนช่องทาง (Scale-up) สำหรับขนาด 5 มิลลิเมตรโดยเฉพาะ ในขณะที่ยังคงรักษาช่องขนาด 2 และ 3 มิลลิเมตรไว้สำหรับงานฝีมือที่ละเอียด
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
ผลผลิต เครื่องจักตอกและเครื่องแบ่งเส้นตอกอัตโนมัติ ที่ทุ่นแรงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของช่างจักตอก ลดเวลาการทำงานเตรียมจักตอกของช่างจากปกติที่หากใช้มือและมีดล้วนจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน เหลือเพียงประมาณ 3 ชั่วโมง ทำให้เพิ่มรายได้ และนำเวลาไปใช้คิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้กระบวนการผลิตมีความลื่นไหล (Flow) และลดเวลาการรอคิวงาน แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่สามารถผลิตได้รวดเร็ว และได้ขนาดของตอกที่มีขนาดเท่ากันทุกเส้น ทันต่อความต้องการของตลาด และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจให้ก้าวไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนได้อย่างแท้จริง
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
โดยวิทยาลัยชุมชนพิจิตร
ถังหมักก๊าซชีวภาพ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร มูลสัตว์ หรือน้ำเสีย ภายใต้สภาวะที่ไม่มีออกซิเจน โดยอาศัยจุลินทรีย์ในการทำงาน กระบวนการนี้จะทำให้เกิด “ก๊าซชีวภาพ” ซึ่งส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน (CH4) ที่สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้หลายอย่าง เช่น การหุงต้ม การผลิตกระแสไฟฟ้า หรือแม้แต่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์
โดย สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
ความเป็นมา
โดยทั่วไป ครัวเรือนของเราผลิตน้ำเสียและเศษอาหารในปริมาณที่อาจดูเล็กน้อยแต่เมื่อรวมกันทั้งชุมชน เป็นภาระมหาศาลต่อแหล่งน้ำ ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของทุกคน โครงการจัดทำถังหมักก๊าซชีวภาพจากเศษอาหารและน้ำเสียในครัวเรือน จึงเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยน “ของเสีย” ให้เป็น “ทรัพยากร” ลดการปล่อยน้ำเสียสู่สิ่งแวดล้อม ลดมลพิษทางน้ำ และสร้างพลังงานสะอาดใช้ภายในชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เศษอาหารและน้ำเสียที่มักถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ ได้รับการเปลี่ยนให้เป็นพลังงานที่มีประโยชน์และช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
การดำเนินการ
วิทยาลัยชุมชนพิจิตรร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ออกแบบถังหมักก๊าซชีวภาพที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบและขนาดได้ตามความเหมาะสมของแต่ละครัวเรือนหรือชุมชน ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 วิทยาลัยชุมชนพิจิตรร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ออกแบบถังหมักก๊าซชีวภาพ พัฒนารูปแบบการจัดการขยะอินทรีย์ภายในโรงเรียนระดับประถมศึกษา ที่โรงเรียนวัดคลองตัน(หลวงพ่อสุรินทร์อุปถัมภ์) อำเภอดงเจริญ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งน้อย “พิพัฒน์โสภณวิทยา” โรงเรียนอนุบาลโพทะเล “รัฐบำรุง” และโรงเรียนบ้านท่าบัว “รัฐประชานุเคราะห์” อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร
ผลผลิต ผลที่ได้รับไม่เพียงแต่เป็นการผลิตก๊าซชีวภาพทดแทนก๊าซหุงต้ม เพื่อเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เป็นการนำหลักการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในโรงเรียนแล้วยังเป็นการสร้างความตระหนักแก่ชุมชน และเยาวชนในสถานศึกษาให้เรียนรู้และเข้าใจการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานที่มีประโยชน์และช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การดำเนินการนี้สามารถทำให้โรงเรียนประหยัดไปได้ร้อยละ 30
เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
โดยสาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
โดย สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
ความเป็นมา
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว