โดย วิทยาลัยชุมชนสมุทรสาคร
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 กว่า 5 ปีที่วิทยาลัยชุมชนสมุทรสาคร ดำเนินการสร้างสรรค์ผ้าลายอย่างโบราณจากโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร เพื่อให้เกิดเป็นลายผ้าอัตลักษณ์จังหวัดสมุทรสาคร
ความเป็นมา
ตั้งแต่ปีพ.ศ.2564 กว่า 5 ปีที่วิทยาลัยชุมชนสมุทรสาคร ดำเนินการสร้างสรรค์ผ้าลายอย่างโบราณจากโบราณสถานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยกรมศิลปากร เพื่อให้เกิดเป็นลายผ้าอัตลักษณ์จังหวัดสมุทรสาคร
ด้วยเล็งเห็นความสำคัญถึงการสร้าง Soft Power ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของจังหวัดสมุทรสาครให้สามารถจับต้องได้ โดยการนำลวดลายจากจิตรกรรม-ปฏิมากรรมจากโบราณสถาน 6 แห่งในจังหวัดสมุทรสาครแล้วนำมาวาด ออกแบบ ตกแต่ง จัดวาง รังสรรค์ลวดลาย เพื่อทำเป็นผ้าลายอย่างโบราณ ผ่านการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่าย และตรวจสอบจาก อาจารย์เศรษฐมันตร์ กาญจนกุล ผู้เชี่ยวชาญลายผ้าโบราณ จนได้ลายผ้าที่สวยงามลงบนผืนผ้าด้วยเทคนิคการพิมพ์ จึงเป็นการนำเสนอ และต่อยอดการสร้างอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของศิลปวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 2 ลาย คือ เบญจสาครและมังกรเหิน
การพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผ้าลายอย่างสมุทรสาคร การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ในการสนับสนุนการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม มีการเผยแพร่ผลงานในงาน Samut Sakhon Expo 2025 ซึ่งจัดโดยสำนักงานจังหวัดสมุทรสาคร หอการค้าจังหวัดสมุทรสาคร และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสมุทรสาคร ผ่านกิจกรรม ดังนี้
1) ร่วมการเสวนาผ่านหัวข้อ “การพัฒนาต่อยอด
2) กิจกรรมเดินแบบแฟชั่นโชว์ “ผ้าลายอย่างสมุทรสาคร” โดยสำนักงานวัฒนธรรม ลายผ้าโบราณ สืบสานงานศิลป์ ลวดลายถิ่นสาคร”
3) จัดนิทรรศการภายในงาน เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์และเรื่องราวของจังหวัดสมุทรสาคร
โดย วิทยาลัยชุมชนยโสธร
โครงการบริการวิชาการ วิทยาลัยชุมชนสีเขียว การทอผ้าด้วยใยจากเศษวัสดุการเกษตรเหลือใช้เส้นใยอ้อย (ทอใยรักษ์)
นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งดำเนินโครงการบริการวิชาการ วิทยาลัยชุมชนสีเขียว การทอผ้าด้วยใยจากเศษวัสดุการเกษตรเหลือใช้เส้นใยอ้อย (ทอใยรักษ์)
พื้นที่ชุมชน :
ลักษณะผลิตภัณฑ์เดิม
ทอผ้าไหมลายพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติ แต่ไม่มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ไม่มีลวดลายร่วมสมัย
ความเป็นมา
จังหวัดยโสธรซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ในโครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านน้อมเกล้า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้คนกับป่าอยู่ร่วมกัน ช่วยกันดูแลรักษาและฟื้นฟูสภาพป่า รวมทั้งพัฒนาชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น ซึ่งกลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ได้รับการพัฒนาในโครงการศิลปาชีพด้านทอผ้า ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปักผ้าและงานศิลปาชีพต่างๆ ประธานและสมาชิกกลุ่มกลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร เคยถวายงานสมเด็จพระพันปีหลวงในช่วงปี พ.ศ.2546
ปัจจุบันประธานกลุ่มเสียชีวิต สมาชิกบางคนอายุมากขึ้นส่งผลต่อองค์ความรู้ของปราชญ์ชุมชนกำลังเลือนหายไป การเลี้ยงไหมลดลง การย้อมสีธรรมชาติให้มีเฉดสีคงทนสี การย้อมซ้ำคงเฉดสีเดิมยังไม่สม่ำเสมอ ประธานกลุ่มและสมาชิกในปัจจุบันต้องการการฟื้นฟูภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นบ้าน การย้อมสีธรรมชาติ การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมชุมชน การฟื้นฟูสุขภาพของชุมชนด้วยการลดการเผาที่มีผลทระทบต่อสุขภาพ การฟื้นฟูชุมชนสังคมดำรงชีวิตที่ปลอดภัย และสร้างรายได้พึ่งพาตนเองได้ของชุมชน
การดำเนินการ
วิทยาลัยชุมชนยโสธรจึงจัดเวทีประชาคมชุมชน สอบถามความต้องการและเสนอแนวทางเลือกการนำเส้นใยจากใบอ้อย เศษวัสดุการเกษตรเหลือทิ้งสู่การแปรรูปผ้าทอพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติ และมีการประเมินกระบวนการผลิตที่มีการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นต์ผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Products, CFP) ให้เป็นที่ยอมรับการตลาด สามารถจำหน่ายได้ทั้งในและต่างประเทศ เป็นการร่วมแก้ไขปัญหาของพื้นที่ในการลดการเผาใบอ้อยในแปลงที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 ด้วยการนำมาแปรสภาพเป็นเส้นใยใบอ้อย แปรรูปผ้าทอพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติจังหวัดยโสธร
เริ่มต้นทดลองโครงการบริการวิชาการนี้ในพื้นที่ กลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร และขยายผลต่อ กลุ่มแม่บ้านทอผ้าบ้านพอก กลุ่มทอผ้าลายขิตบ้านดอนมะซ่อม สร้างเครือข่ายชุมชนผ้าทอ
วิทยาลัยได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการประเด็นแก่ชุมชนด้วยหัวข้อ : การผลิตเส้นใยทอจากเศษวัสดุเหลือใช้การเกษตร การจำแนกเส้นใยทางด้านสิ่งทอและการทดสอบเส้นใย การย้อมสีธรรมชาติจากวัสดุชุมชนท้องถิ่นให้มีเฉดสีคงทนสี การออกแบบลวดลายพื้นบ้านยโสธรและลวดลายร่วมสมัย การยกระดับคุณภาพมาตรฐานชุมชน (มผช.) การบริหารจัดการทอผ้าพื้นบ้านและย้อมสีธรรมชาติแบบครบวงจร และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมและรองรับการขนส่ง
สร้างมูลค่าจากวัสดุเหลือทิ้งการเกษตรด้วยการบูรณการกับบริบท วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญา อัตลักษณ์ประจำถิ่น เกิดการสร้างทางเลือกใหม่ของการทอผ้าพื้นบ้านด้วยผ้าแทรกใยใบอ้อย ลวดลายดั้งเดิมยโสธร ย้อมสีธรรมชาติ
โดย วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร
โครงการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาหลักสูตรการทำผ้าย้อมครามและเปลือกไม้ในจังหวัดมุกดาหาร
พื้นที่ชุมชนและความเป็นมา
ชุมชนคำนางโอก ต.ร่มเกล้า อ.นิคมคำสร้อย จว.มุกดาหาร เป็นชุมชนภูไทยที่ยังรักษาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษ ความเชื่อและภูมิปัญญาผ้าทอที่เน้นกระบวนการธรรมชาติตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เมื่อทอผ้าเป็นผืนออกมาขายสู่ลูกค้า แม่ๆ ที่ชุมชนนี้ปลูกต้นฝ้าย เก็บฝ้าย ดีด อิ้ว ล้อและ เข็นฝ้าย รวมถึงย้อมสีจากเปลือกไม้หรือครามกันในหมู่บ้าน และตั้งเป็นกลุ่ม มีสมาชิก 20 คนทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในราวปีพ.ศ.2564 ชุมชนย้อมผ้าจากสีธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่มีปัญหาสีจางหายและตก
การดำเนินการ
นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกับวิทยาลัยชุมชนมุกดาหารจึงได้ศึกษาวิจัยกระบวนการย้อมสีดั้งเดิมของชุมชนบ้านคำนางโอก เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้ได้มาตรฐานสากลด้วยวิทยาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม นักวิจัยได้ทดลองย้อมสีจากเปลือกไม้ธรรมชาติ ด้วยกระบวนการย้อมที่แตกต่างกัน 3 แบบ ในส่วนที่เป็นเรื่องการย้อมคราม นักวิจัยพบว่า ชุมชนรักษาภูมิปัญญาการย้อมครามแบบดั้งเดิมไว้อย่างเข้มงวด เพราะความเชื่อว่า ครามเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องดูแลประหนึ่งเป็นลูก ต้องพูดจาไพเราะ ห้ามใส่สิ่งใดเปลี่ยนไปจากภูมิปัญญาเดิม มิฉะนั้นครามจะหนีหรือตาย นักวิจัยจึงมิอาจเสนอให้ปรับเปลี่ยนกระบวนการเตรียมหม้อครามหรือการย้อมสี แต่แนะนำด้านการชั่ง ตวง วัดให้ถูกต้อง ให้มีกระบวนการที่เป็นมาตรฐาน นักวิจัยพบว่า ในบางครั้งก็ควรเลือกให้ชุมชนคงรักษามรดกวัฒนธรรมของบรรพบุรุษที่รักและผูกพันไว้ โดยเฉพาะเมื่อชุมชนยึดมั่นในจิตใจดีงาม
โดย วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู
การต่อยอดโครงการวิจัยเมื่อปั 2566 “การสำรวจช่างศิลป์ท้องถิ่นจังหวัดหนองบัวลำภูเพื่อยกระดับคุณค่าและพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วย”วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภูสีเขียวสู่ความยั่งยืน”
ความเป็นมา
วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภูวิเคราะห์พืชพรรณในพื้นที่ เห็นว่าคล้าเป็นพืชที่ใช้จักสานในจังหวัดหนองบัวลำภูแถบอำเภอศรีบุญเรือง หลังการจักคล้าจะมีวัสดุเหลือใช้จำนวนมากซึ่งถูกกำจัดโดยการเผา สร้างมลพิษทางอากาศ ในส่วนของการใช้ประโยชน์จากพืชพื้นถิ่นในจังหวัดหนองบัวลำภูนั้น ก็เห็นว่าครามและฉนวนเป็นพืชที่มีเป็นจำนวนมาก สามารถให้สีที่เป็นที่นิยมในยุคสมัย กรรมวิธีในการย้อมสีฉนวนและครามใช้วิธีการย้อมเย็น ไม่ต้องใช้ฟืนในการจุดไฟเพื่อต้มน้ำย้อมเหมือนพืชชนิดอื่น ๆ เป็นการประหยัดพลังงาน และไม่สร้างมลพิษทางอากาศ
วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู จึงรวบรวมกลุ่มชุมชนที่สนใจการผลิตเส้นใยจากคล้า จำนวน 3 กลุ่มซึ่งมีทักษะโดดเด่นไปคนละทาง ได้แก่ วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู “ฝ้ายกะตุ่ยโป่งแค” อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการผลิตเส้นใยฝ้ายเข็นมือ วิชชาลัยผ้าทอหนองบัวลำภู “เทวาผ้าไทย” โดดเด่นเป็นต้นแบบในการย้อมฉนวน วิสาหกิจชุมชนผ้าฝ้ายผ้าไหมบ้านโนนสว่างมีชื่อเสียงเด่นในการทอผ้าแบบนวัตกรรมแบบซ่อนเส้นด้าย และได้ประสานศูนย์ออกแบบสร้างสรรค์ผ้าและสิ่งทอ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี เพื่อจัดฝึกอบรมการผลิตเส้นใยจากคล้า
การดำเนินการ
ผลผลิต ทางเลือกอัตลักษณ์ใหม่ของผ้าทอมือหนองบัวลำภูที่มีความโดดเด่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพื้นถิ่น ด้วยการย้อมเย็นผ้าจาก”ฉนวน” เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน
การนำเส้นใยจากคล้าไปถักทอแบบนวัตกรรมแบบซ่อนเส้นด้าย เป็น “ผ้าขิดสลับหมี่ทอนวัตกรรมจากเส้นใยคล้า” นำเสนอมิติใหม่ของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่น เศษวัสดุเหลือทิ้งจากการผลิตงานจักสานของชุมชน ซึ่งถูกเผาทิ้ง นำมาแปรรูปให้กลายเป็นผืนผ้าที่มีคุณภาพแต่ช่วยลดปริมาณขยะและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
โดย วิทยาลัยชุมชนบุรีรัมย์
โครงการยกระดับและพัฒนาผ้าไหมตามอัตลักษณ์ชุมชนของตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเศรษฐกิจฐานราก
วัฒนธรรมทอผ้าอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชนในภาคอีสานมายาวนาน ภูมิปัญญาในแต่ละจังหวัดย่อมแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ การทอและย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ เป็นมรดกภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งกำลังเลือนหายไปในหลายพื้นที่ วัฒนธรรมทอผ้าจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่วิทยาลัยชุมชนในภาคอีสานทั้ง 4 แห่งเข้าไปส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์และพัฒนา ด้วยกระแสความห่วงใยสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ผ้าที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติย่อมขายได้ราคาสูงขึ้น การต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมให้เข้มแข็งสู่เส้นทางเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างสร้างสรรค์ จึงมักตั้งอยู่บนแนวคิดการพัฒนายั่งยืน
กรณีศึกษาของ 4 วิทยาลัยชุมชนอีสาน บุรีรัมย์ หนองบัวลำภู ยโสธรและบุรีรัมย์ สะท้อนความเหมือนที่ร้อยเรียงกันด้วยเสน่ห์ของความคิดสร้างสรรค์อันงดงาม และความแตกต่างของบริบทพื้นที่ ที่ใช้วัสดุพื้นถิ่นที่ไม่เหมือนกัน
โครงการยกระดับและพัฒนาผ้าไหมตามอัตลักษณ์ชุมชนของตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัย
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถเศรษฐกิจฐานราก
ความเป็นมา
กลุ่มทอผ้าไหมในตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัย ต้องการพัฒนาลายผ้าไหมที่สะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนตำบลสะเดาที่ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
พื้นที่ชุมชน : กลุ่มทอผ้าไหมบ้านบุญช่วย ต.สะเดา อ.พลับพลาชัย จว.บุรีรัมย์
ลักษณะผลิตภัณฑ์เดิมของชุมชน ทอผ้าไหมลายพื้น ลายตาราง ไม่มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของตำบล ย้อมสีเคมี เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องการย้อมสีธรรมชาติ
วิทยาลัยชุมชนบุรีรัมย์ให้ความรู้และร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์
โดยวิทยาลัยชุมชนน่าน
การยกระดับกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองด้วยมือ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
ความเป็นมา
กลุ่มเป้าหมาย: กลุ่มสตรีทอผ้าพื้นเมืองบ้านหนองห้า ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน ช่างทอผ้าส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย (ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) เดิมทอผ้าเป็นอาชีพเสริมโดยใช้สีเคมีและทอผ้าลายดั้งเดิม ซึ่งลายผ้าที่ทอมีวางขายทั่วไป
ปัญหาของกลุ่ม : สินค้าล้าสมัย ถูกกดราคาจากคนกลาง รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และมีการขายตัดราคากันเอง
การดำเนินงานวิจัยของวิทยาลัยชุมชนน่าน
การเปลี่ยนแปลงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ในปีพ.ศ 2563 วิทยาลัยชุมชนน่านเข้ามาขับเคลื่อนการพัฒนาผ่านงบประมาณสนับสนุนเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต: จากเคมีสู่ธรรมชาติ: เปลี่ยนมาใช้สีย้อมจากวัสดุในป่าชุมชน สร้างเอกลักษณ์ใหม่: ออกแบบลายผ้าคอลเลกชัน “เสาดิน ม่อนดอย” โดยดึงจุดเด่นจากสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอนาน้อย เช่น ผืนนาเล็กๆที่ปลูกข้าวในชุมชน ความคดโค้งถนนสายนาน้อย สถานที่ท่องเที่ยวเสาดินนาน้อย, ดอยเสมอดาว, อุทยานแห่งชาติขุนสถาน) มาทำให้ทันสมัย (Modern)
เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้ากับตลาดสมัยใหม่ ทั้ง Offline เช่น ร่วมกิจกรรมอบรม สัมมนา การส่งผลิตภัณฑ์ร่วมประกวด และออกบูธร่วมกับเครือข่าย และ Online ทางเฟสบุ๊ค เช่น การสร้างปฏิสัมพันธ์สื่อสารผ่านการนำเสนอเนื้อหา (Content Marketing) เกี่ยวกับกระบวนการผลิตผ้าทอคอลเลกชัน ‘เสาดินม่อนดอย’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้ตราสินค้า (Brand Awareness) ในกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ การสื่อสารอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ผ่านกิจกรรมการทอผ้าคอลเลกชัน ‘เสาดินม่อนดอย’ ในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ เป็นการกระตุ้นการรับรู้และสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกต่อผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือท้องถิ่น นำไปสู่การขยายฐานโอกาสทางการตลาดและการสร้างอัตลักษณ์เฉพาะให้กับกลุ่มทอผ้าบ้านหนองห้า นำไปสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้น มีผู้ประกอบการรับซื้อผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เช่น เพจภูพานน่านฟ้า แบรนด์ YUPA ผู้ประกอบการร้านผ้าน่านบุรี แบรนด์ WISHARAWISH ฯลฯ
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์
ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข (Pain Points)
แม้จะประสบความสำเร็จเบื้องต้น แต่ยังพบข้อจำกัดในด้าน
แนวทางความยั่งยืนในอนาคต
โดยวิทยาลัยชุมชนแพร่
พลังแห่งปัญญาและพหุวัฒนธรรมสู่การสร้างสรรค์แบรนด์ชุมชนอย่างยั่งยืน
ความเป็นมา
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบัน วิทยาลัยชุมชนแพร่ ได้ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากวิถีภูมิปัญญาและทรัพยากรของจังหวัดแพร่ ผ่านการเปิดตัวแบรนด์ “Phrae Rich” (แพร่ริช) ในการนำเสนอความรุ่มรวยของจังหวัดแพร่ในหลากมิติ โดยมีหัวใจหลักคือการผสาน “งานวิจัยเชิงพื้นที่” เข้ากับ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น” อย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งสร้างโมเดล “การศึกษาที่กินได้” ที่สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และบ่มเพาะความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิดให้แก่คนในชุมชน
ภายใต้การดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนแพร่ แบรนด์ Phrae Rich ได้ดึงศักยภาพจากทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างมหาศาล มาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยเริ่มต้นที่ บ้านแม่ตื้ด ต.แม่พุง อ.วังชิ้น และบ้านแม่พุงหลวง ต.แม่พุง อ.วังชิ้น เป็นการสะท้อนอัตลักษณ์ของพหุวัฒนธรรมผ่านโครงการความร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงซึ่งโดดเด่นด้วยมรดกงานฝีมือ ที่สืบทอดกันมานับร้อยปี ผลิตภัณฑ์ในคอลเล็กชัน Home & Lifestyle ภายใต้แบรนด์นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่สินค้า แต่คือการบอกเล่าเรื่องราว ของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูล ผ่านการใช้สีย้อมธรรมชาติจากป่าชุมชน อาทิ สีครามจากห้อม สีเหลืองมัสตาร์ดจากใบหูกวาง หรือสีชมพูโอลด์โรสจากรากยอป่า ซึ่งเป็นการยกระดับภูมิปัญญาดั้งเดิมให้มีความสากลและตอบโจทย์วิถีชีวิตสมัยใหม่
แบรนด์ Phrae Rich จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของวิทยาลัยชุมชนแพร่ ในการสร้างมาตรฐานสินค้าชุมชน (Standardization) ที่มีความน่าเชื่อถือและเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ชุมชนทั้งสองมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การดำเนินงานนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพียงผลกำไรในเชิงธุรกิจ แต่เป็นการวางรากฐานให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตามปรัชญา “Together for the Better and More Sustainable” เพื่อให้ความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของเมืองแพร่ ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นในฐานะมรดกที่มีมูลค่าและคุณค่าเหนือกาลเวลาสู่สายตาประชาคมโลกอย่างสง่างาม
ผู้สนใจติดต่อสั่งซื้อสินค้า Phrae Rich ได้ที่
Instagram: PhraeRich
Website: phraerich.com
Facebook: PhraeRich (แพร่ริช)