โดย วิทยาลัยชุมชนยโสธร
นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งดำเนินโครงการบริการวิชาการ วิทยาลัยชุมชนสีเขียว การทอผ้าด้วยใยจากเศษวัสดุการเกษตรเหลือใช้เส้นใยอ้อย (ทอใยรักษ์)
พื้นที่ชุมชน :
ลักษณะผลิตภัณฑ์เดิม
ทอผ้าไหมลายพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติ แต่ไม่มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ไม่มีลวดลายร่วมสมัย
ความเป็นมา
จังหวัดยโสธรซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ในโครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านน้อมเกล้า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้คนกับป่าอยู่ร่วมกัน ช่วยกันดูแลรักษาและฟื้นฟูสภาพป่า รวมทั้งพัฒนาชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น ซึ่งกลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ได้รับการพัฒนาในโครงการศิลปาชีพด้านทอผ้า ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปักผ้าและงานศิลปาชีพต่างๆ ประธานและสมาชิกกลุ่มกลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร เคยถวายงานสมเด็จพระพันปีหลวงในช่วงปี พ.ศ.2546
ปัจจุบันประธานกลุ่มเสียชีวิต สมาชิกบางคนอายุมากขึ้นส่งผลต่อองค์ความรู้ของปราชญ์ชุมชนกำลังเลือนหายไป การเลี้ยงไหมลดลง การย้อมสีธรรมชาติให้มีเฉดสีคงทนสี การย้อมซ้ำคงเฉดสีเดิมยังไม่สม่ำเสมอ ประธานกลุ่มและสมาชิกในปัจจุบันต้องการการฟื้นฟูภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นบ้าน การย้อมสีธรรมชาติ การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมชุมชน การฟื้นฟูสุขภาพของชุมชนด้วยการลดการเผาที่มีผลทระทบต่อสุขภาพ การฟื้นฟูชุมชนสังคมดำรงชีวิตที่ปลอดภัย และสร้างรายได้พึ่งพาตนเองได้ของชุมชน
เริ่มต้นทดลองโครงการบริการวิชาการนี้ในพื้นที่ กลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร และขยายผลต่อ กลุ่มแม่บ้านทอผ้าบ้านพอก กลุ่มทอผ้าลายขิตบ้านดอนมะซ่อม สร้างเครือข่ายชุมชนผ้าทอ
วิทยาลัยได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการประเด็นแก่ชุมชนด้วยหัวข้อ : การผลิตเส้นใยทอจากเศษวัสดุเหลือใช้การเกษตร การจำแนกเส้นใยทางด้านสิ่งทอและการทดสอบเส้นใย การย้อมสีธรรมชาติจากวัสดุชุมชนท้องถิ่นให้มีเฉดสีคงทนสี การออกแบบลวดลายพื้นบ้านยโสธรและลวดลายร่วมสมัย การยกระดับคุณภาพมาตรฐานชุมชน (มผช.) การบริหารจัดการทอผ้าพื้นบ้านและย้อมสีธรรมชาติแบบครบวงจร และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมและรองรับการขนส่ง
โดยวิทยาลัยชุมชนตาก
ยาพอกตา และยาพอกเข่า(สูตรร้อน) ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ใช้ในสถานพยาบาลฯ โดยการนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาปรุงด้วยกรรมวิธีการผลิตด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย โดยแพทย์แผนไทยของสถานพยาบาลปรุงและผลิตในห้องผลิตสมุนไพรของทางสถานพยาบาลฯ
ความเป็นมา
วิทยาลัยชุมชนตากจัดการศึกษาด้านสุขภาพตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 โดยมีแนวคิดในการสร้างเขื่อนสุขภาพหรือ “Health Dam” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและเศรษฐกิจให้กับชุมชน ได้ดำเนินพันธกิจสำคัญในการแก้ไขปัญหาสุขภาวะชายแดนและความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุขสำหรับประชากรกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า โดยมีการจัดการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทย และอนุปริญญาสาธารณสุขชุมชน พร้อมทั้งจัดการศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 372 ชั่วโมง หลักสูตรฝึกอบรมนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง และนวดฝ่าเท้า 60 ชั่วโมง
วิทยาลัยชุมชนตากได้รับการรับรองจากสภาการแพทย์แผนไทยให้เป็นสถาบันถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรมในหลักสูตรวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ครบทั้ง 4 ด้านได้แก่ ด้านเวชกรรมไทย ด้านเภสัชกรรมไทย ด้านผดุงครรภ์ไทยและด้านนวดไทย รวมทั้งได้รับการรองให้เป็นสถานบันฝึกอบรมในหลักสูตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 372 ชั่วโมงด้วย
ปัจจุบัน (ปีการศึกษา 2568) หลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทย เป็นรุ่นที่ 15 และหลักสูตรอนุปริญญาสาธารณสุขชุมชนปัจจุบันรุ่นที่ 17 มีผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 882 คน จากสถิติทั้งสองหลักสูตรมีผู้เรียนเดินทางมาจากต่างจังหวัดมาเรียนที่วิทยาลัยชุมชนตากจำนวนรวม 41 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ53ของจังหวัดประเทศไทย
ความโดดเด่นหลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทยของวิทยาลัยชุมชนตากคือ ที่นี่มีสถานพยาบาลการแพทย์แผนไทย เป็นสถานที่เรียนและเป็นสถานที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ มีห้องปฏิบัติการ ห้องผลิตยาสมุนไทยเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานที่จริง อีกสิ่งที่เป็นจุดเด่นที่มีความแตกต่าง คือ นักศึกษาที่จบจากวิทยาลัยชุมชนตาก จะได้รับใบอนุปริญญาบัตรและยังจะได้ใบประกาศนียบัตรครบทั้ง 4 ด้านของศาสตร์แพทย์แผนไทย ได้แก่ด้านเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย นวดไทยและผดุงครรภ์ไทย ซึ่งผู้เรียนสามารถนำใบประกาศนียบัตรทั้ง 4 ด้านไปสอบใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยได้
ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาพอกตา-ยาพอกเข่า)
สถานพยาบาลการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยชุมชนตากได้ผลิตยาพอกตา และยาพอกเข่า(สูตรร้อน) ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ใช้ในสถานพยาบาลฯโดยการนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาปรุงด้วยกรรมวิธีการผลิตด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย โดยแพทย์แผนไทยของสถานพยาบาลปรุงและผลิตในห้องผลิตสมุนไพรของทางสถานพยาบาลฯ
ยาพอกตา
ยาพอกตาหรือการประคบดวงตาด้วยสมุนไพร เป็นศาสตร์ทางแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นวิธีทางธรรมชาติเพื่อช่วยผ่อนคลายดวงตา ลดอาการเหนื่อยล้า ลดบวม หรือลดรอยคล้ำรอบดวงตา โดยจะใช้พอกหรือประคบบนเปลือกตาที่ปิดสนิท
สรรพคุณ
ส่วนประกอบ
อุปกรณ์
วิธีทำ
วิธีใช้
ข้อควรระวัง
ยาพอกเข่า (สูตรร้อน)
เป็นศาสตร์ทางแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาชาวบ้านที่นิยมใช้กันมากเพื่อบรรเทาอาการปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อม เข่าบวม หรืออาการอักเสบจากการใช้งานและเล่นกีฬา โดยการใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ระงับปวดและลดการอักเสบมาตำหรือบดแล้วพอกบริเวณหัวเข่า
สรรพคุณ
ส่วนประกอบ
อุปกรณ์
วิธีทำ
นำผงยาพอกผสมกับน้ำขิงคั้นสด คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน (ไม่ให้เหลวหรือข้นจนเกินไป)
วิธีใช้
นำยาไปพอกบริเวณข้อที่รู้สึกปวดประมาณ 20-30 นาที หรือจนกว่ายาจะแห้ง แล้วเช็ดออกให้สะอาด
ข้อควรระวัง
โดย วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร
โครงการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ย้อมสีธรรมชาติด้วยหม้อห้อม ครามและเปลือกไม้พื้นถิ่น ในพื้นที่จังหวัดแพร่และมุกดาหารด้วยกระบวนการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดย นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผศ.ดร.อภิชาติ สนธิสมบัติ (หัวหน้าโครงการ) และคณะนักวิจัย วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ผู้อำนวยการ พรวุฒิ คำแก้ว
พื้นที่ชุมชนและความเป็นมา
ชุมชนคำนางโอก ต.ร่มเกล้า อ.นิคมคำสร้อย จว.มุกดาหาร เป็นชุมชนภูไทยที่ยังรักษาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษ ความเชื่อและภูมิปัญญาผ้าทอที่เน้นกระบวนการธรรมชาติตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เมื่อทอผ้าเป็นผืนออกมาขายสู่ลูกค้า แม่ๆ ที่ชุมชนนี้ปลูกต้นฝ้าย เก็บฝ้าย ดีด อิ้ว ล้อและ เข็นฝ้าย รวมถึงย้อมสีจากเปลือกไม้หรือครามกันในหมู่บ้าน และตั้งเป็นกลุ่ม มีสมาชิก 20 คนทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในราวปีพ.ศ.2564 ชุมชนย้อมผ้าจากสีธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่มีปัญหาสีจากหายและตก
การดำเนินการ
นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกับวิทยาลัยชุมชนมุกดาหารจึงได้ศึกษาวิจัยกระบวนการย้อมสีดั้งเดิมของชุมชนบ้านคำนางโอก เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้ได้มาตรฐานสากลด้วยวิทยาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม นักวิจัยได้ทดลองย้อมสีจากเปลือกไม้ธรรมชาติ ด้วยกระบวนการย้อมที่แตกต่างกัน 3 แบบ ในส่วนที่เป็นเรื่องการย้อมคราม นักวิจัยพบว่า ชุมชนรักษาภูมิปัญญาการย้อมครามแบบดั้งเดิมไว้อย่างเข้มงวด เพราะความเชื่อว่า ครามเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องดูแลประหนึ่งเป็นลูก ต้องพูดจาไพเราะ ห้ามใส่สิ่งใดเปลี่ยนไปจากภูมิปัญญาเดิม มิฉะนั้นครามจะหนีหรือตาย นักวิจัยจึงมิอาจเสนอให้ปรับเปลี่ยนกระบวนการเตรียมหม้อครามหรือการย้อมสี แต่แนะนำด้านการชั่ง ตวง วัดให้ถูกต้อง ให้มีกระบวนการที่เป็นมาตรฐาน นักวิจัยพบว่า ในบางครั้งก็ควรเลือกให้ชุมชนคงรักษามรดกวัฒนธรรมของบรรพบุรุษที่รักและผูกพันไว้ โดยเฉพาะเมื่อชุมชนยึดมั่นในจิตใจดีงาม
ผลผลิต
ชุมชนคำนางโอกพัฒนาตนจนเป็นนวัตกรชุมชน ประกอบอาชีพด้านผ้าฝ้ายทอด้วยกระบวนการอิงธรรมชาติตลอดกระบวนการ จากปี 2564 เป็นต้นมา ชุมชนได้พัฒนาสีสันใหม่ ๆ โดยได้ทดลองใช้เปลือกไม้หลากหลายชนิด โดยใช้เทคนิคที่ได้เรียนรู้มาจากโครงการวิจัย อีกทั้งพัฒนารูปแบบลวดลายผ้า รูปแบบการทอ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ที่ได้นำเทคนิครูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของต่างประเทศมาให้กลุ่ม ซึ่งทอส่งผู้ประกอบการเพื่อนำไปแปรรูปต่อไป โดยยังคงรักษาจุดเด่นคือการรักษากระบวนการธรรมชาติจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้ขยายพื้นที่ปลูกฝ้ายจากเดิมมีพื้นที่กลางของชุมชน จำนวน 7 ไร่ และสมาชิกกลุ่มได้ปลูกในพื้นที่ตัวเอง อีกคนละ 1 – 2 ไร่ ทำให้มีฝ้ายที่เพียงพอที่จะใช้ในกลุ่ม และส่งขายในพื้นที่ใกล้เคียง ยังคงรักษากระบวนการย้อมผ้าที่ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีการชั่ง ตวง วัด และได้พัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ ภูมิปัญญาด้านการย้อมสีธรรมชาติ ให้กับนักเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมในพื้นที่ และกลายเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานของจังหวัด
โดย วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู
การต่อยอดโครงการวิจัยเมื่อปั 2566 “การสำรวจช่างศิลป์ท้องถิ่นจังหวัดหนองบัวลำภูเพื่อยกระดับคุณค่าและพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วย”วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภูสีเขียวสู่ความยั่งยืน”
ความเป็นมา
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
การดำเนินการ
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
ผลผลิต ทางเลือกอัตลักษณ์ใหม่ของผ้าทอมือหนองบัวลำภูที่มีความโดดเด่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพื้นถิ่น ด้วยการย้อมเย็นผ้าจาก”ฉนวน” เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน
การนำเส้นใยจากคล้าไปถักทอแบบนวัตกรรมแบบซ่อนเส้นด้าย เป็น “ผ้าขิดสลับหมี่ทอนวัตกรรมจากเส้นใยคล้า” นำเสนอมิติใหม่ของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่น เศษวัสดุเหลือทิ้งจากการผลิตงานจักสานของชุมชน ซึ่งถูกเผาทิ้ง นำมาแปรรูปให้กลายเป็นผืนผ้าที่มีคุณภาพแต่ช่วยลดปริมาณขยะและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
โดย วิทยาลัยชุมชนบุรีรัมย์
โครงการยกระดับและพัฒนาผ้าไหมตามอัตลักษณ์ชุมชนของตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเศรษฐกิจฐานราก
โดย สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
วัฒนธรรมทอผ้าอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชนในภาคอีสานมายาวนาน ภูมิปัญญาในแต่ละจังหวัดย่อมแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ การทอและย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ เป็นมรดกภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งกำลังเลือนหายไปในหลายพื้นที่ วัฒนธรรมทอผ้าจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่วิทยาลัยชุมชนในภาคอีสานทั้ง 4 แห่งเข้าไปส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์และพัฒนา ด้วยกระแสความห่วงใยสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ผ้าที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติย่อมขายได้ราคาสูงขึ้น การต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมให้เข้มแข็งสู่เส้นทางเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างสร้างสรรค์ จึงมักตั้งอยู่บนแนวคิดการพัฒนายั่งยืน
กรณีศึกษาของ 4 วิทยาลัยชุมชนอีสาน บุรีรัมย์ หนองบัวลำภู ยโสธรและบุรีรัมย์ สะท้อนความเหมือนที่ร้อยเรียงกันด้วยเสน่ห์ของความคิดสร้างสรรค์อันงดงาม และความแตกต่างของบริบทพื้นที่ ที่ใช้วัสดุพื้นถิ่นที่ไม่เหมือนกัน
ความเป็นมา
กลุ่มทอผ้าไหมในตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัย ต้องการพัฒนาลายผ้าไหมที่สะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนตำบลสะเดาที่ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
พื้นที่ชุมชน : กลุ่มทอผ้าไหมบ้านบุญช่วย ต.สะเดา อ.พลับพลาชัย จว.บุรีรัมย์
ลักษณะผลิตภัณฑ์เดิมของชุมชน ทอผ้าไหมลายพื้น ลายตาราง ไม่มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของตำบล ย้อมสีเคมี เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องการย้อมสีธรรมชาติ
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
วิทยาลัยชุมชนบุรีรัมย์ให้ความรู้และร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์
เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
โดยวิทยาลัยชุมชนน่าน
สร้างชุมชนพึ่งตนเอง ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
ความเป็นมา
วิทยาลัยชุมชนน่านขับเคลื่อนโครงการ “การใช้แพลตฟอร์ม Community Business Model Canvas (CBMC)” ในพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ครอบคลุมพื้นที่ต้นแบบจำนวน 10 ชุมชน ในโซนเหนือ โซนกลาง และโซนใต้ของจังหวัดน่าน
โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนแนวคิดของชุมชนจากการพึ่งพา “เงินทุน” ไปสู่การใช้ “ทุนชุมชน” เป็นฐานสำคัญในการพัฒนา ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศักยภาพของคนในพื้นที่ ควบคู่กับการเสริมสร้าง Mindset, Toolset และ Skillset ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจชุมชน
การดำเนินงานใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การสำรวจศักยภาพพื้นที่ การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล Line OA “TBMC-NAN” การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การบ่มเพาะผู้ประกอบการต้นแบบ และการสรุปบทเรียนเพื่อขยายผลสู่สาธารณะ
ผลจากการดำเนินโครงการ ก่อให้เกิดแผนธุรกิจชุมชนต้นแบบจำนวน 10 แผน ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ อาทิ ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ อาหารแปรรูป สิ่งทอ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และเปิดโอกาสในการขยายธุรกิจของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
“CBMC น่าน” นับเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ที่บูรณาการองค์ความรู้ การลงมือปฏิบัติ และความร่วมมือของภาคีเครือข่ายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) พร้อมต่อยอดสู่การขยายผล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
โดยวิทยาลัยชุมชนพิจิตร
นวัตกรรมพลิกโฉมภูมิปัญญาจักสาน ยกระดับประสิทธิภาพการจักสาน
โดย สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
ความเป็นมา
แต่เดิมมา การเตรียมเส้นตอกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร และกลุ่มจักสานบ้านโพธิ์ศรี ตำบลบางคลาน อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร ต้องอาศัยแรงงานคนโดยใช้มือและมีด หรือเครื่องช่วยแบ่งเส้นตอกแบบหมุนด้วยมือ (Manual) ซึ่งการหมุนเครื่องจักตอกและการแบ่งเส้น ด้วยมือใช้เวลาและนำไปสู่ความเหนื่อยล้าของช่างซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
วิทยาลัยชุมชนเห็นประโยชน์ของการเข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการผลิตสู่ระบบ “กึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automatic)” หัวใจสำคัญของการปรับปรุงเริ่ม เปลี่ยนจากการใช้มือหมุน“เครื่องจักตอก” มาติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้ไม้ไผ่เคลื่อนที่ผ่านใบมีดได้อย่างสม่ำเสมอ ผสานกับการใช้ระบบส่งกำลังผ่านสายพานหรือโซ่ที่ช่วยลดภาระของผู้ใช้งานได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลลัพธ์ที่ได้คือการทำงานที่ต่อเนื่องยาวนานขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนจากแรงมือ และได้ปริมาณเส้นตอกที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในระยะเวลาที่เท่าเดิม
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
ในส่วนของ “เครื่องแบ่งเส้นตอก” ทางวิทยาลัยได้แก้ปัญหากระบวนการผลิตเดิมที่มักติดขัดในขั้นตอนการแบ่งเส้นขนาด 5 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่มีความต้องการใช้งานสูงสุดแต่กลับมีช่องแบ่งไม่เพียงพอ การดัดแปลงครั้งนี้จึงเน้นการ ขยายขนาดและเพิ่มจำนวนช่องทาง (Scale-up) สำหรับขนาด 5 มิลลิเมตรโดยเฉพาะ ในขณะที่ยังคงรักษาช่องขนาด 2 และ 3 มิลลิเมตรไว้สำหรับงานฝีมือที่ละเอียด
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
ผลผลิต เครื่องจักตอกและเครื่องแบ่งเส้นตอกอัตโนมัติ ที่ทุ่นแรงและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของช่างจักตอก ลดเวลาการทำงานเตรียมจักตอกของช่างจากปกติที่หากใช้มือและมีดล้วนจะใช้เวลาประมาณ 2 วัน เหลือเพียงประมาณ 3 ชั่วโมง ทำให้เพิ่มรายได้ และนำเวลาไปใช้คิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้กระบวนการผลิตมีความลื่นไหล (Flow) และลดเวลาการรอคิวงาน แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่สามารถผลิตได้รวดเร็ว และได้ขนาดของตอกที่มีขนาดเท่ากันทุกเส้น ทันต่อความต้องการของตลาด และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกในกลุ่มวิสาหกิจให้ก้าวไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนได้อย่างแท้จริง
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
โดยวิทยาลัยชุมชนน่าน
ยกระดับผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติสู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ร่วมสมัยอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน
ความเป็นมา
ชุมชนบ้านต้าม
พัฒนาตนเองไม่หยุดยั้ง ต้องการให้กลุ่มมีเครื่องจักสานแบบใหม่ทันสมัย ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ ชุมชนนี้เป็นหนึ่งหมุดหมายในเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ภายใต้การสนับสนุนขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อเสียงได้แก่
1.)เครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น กระติ๊บ กระด้ง ไซดักปลา ฯลฯ สานด้วยเส้นตอกจากไม้ไผ่บงที่มีความเหนียว ทำให้เครื่องจักสานแข็งแรงทนทาน
2) เครื่องจักสานใช้ในพิธีกรรมตามความเชื่อ เช่น ตาแหลว สานด้วยไม้ไผ่ข้าวหลามที่อ่อนนุ่ม สีขาวนวล ประยุกต์มาเป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว
3) เครื่องจักสานตกแต่งสถานที่ เช่น พานจักสาน พานพุ่มปล่อย และโมบายปลาจักสาน เป็นต้น
ชุมชนบ้านดอนตัน
นำเข้าหวายจากต่างประเทศครั้งละหลายร้อยตัน ส่งเข้าโรงอบในชุมชนอบไอน้ำผสมน้ำมันเบนซินเป็นเวลา 1-2 วัน เพื่อปรับปรุงคุณภาพของวัสดุก่อนกระจายให้กับช่างจักสานในชุมชน ผลิตและจำหน่ายให้ทันกับความต้องการของผู้ซื้อ ชุมชนมีศักยภาพในการผลิตในปริมาณมาก จึงมีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง จนเกิดการรวมตัวของคนในชุมชนเป็นวิสาหกิจชุมชน มีฝีมือในการทำขันโตก เก้าอี้หวายลายดอกพิกุล เก้าอี้จีนขนาดเล็กลายดอกพิกุล จนได้คัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย (OTOP) ปี 2553 งานที่มีชื่อเสียง คือ
เครื่องเรือนหวายแบบดั้งเดิม เช่น เก้าอี้ เก้าอี้สำหรับเด็ก ฯลฯ เครื่องเรือนหวายแบบร่วมสมัย เช่น ชุดรับแขกหวาย ของใช้ในครัวเรือนเช่น ขันโตกโครงหวาย หน้าขันโตกสานด้วยแหย่งหรือคลุ้ม
ชุมชนบ้านนาบง
สานเสื่อหรือชิ้นงานที่มีขนาดเล็กและส่งต่อให้ชุมชนบ้านห่างทางหลวง ตัด เย็บ ขึ้นรูปเป็นชิ้นงาน เช่น กล่องทิชชู กระเป๋าถือ ที่รองแก้ว เพื่อจำหน่ายในร้านค้าและศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ ต่อไป ได้จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนชำนาญการสานของใช้ในครัวเรือน เช่น กระติ๊บข้าว แก้วน้ำ ที่รองจาน เครื่องประดับเช่น แจกันแก้วจักสาน และเครื่องใช้ เช่น ที่คาดผม กระเป๋าถือ เป็นต้น
การดำเนินการ
คณะนักวิจัยของม.ศิลปากรใช้องค์ความรู้ด้านการออกแบบมาสู่การยกระดับผลิตภัณฑ์จักสานให้สามารถเพิ่มมูลค่าและราคา ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมุ่งเน้นที่วัสดุธรรมชาติพื้นถิ่น 3 ชนิดคือหวาย ไม้ไผ่ และหญ้าสามเหลี่ยม ได้อบรมชุมชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เช่นหากจะส่งออกให้เพิ่มรายได้ จะต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัสดุ การปรับปรุงคุณภาพของวัสดุก่อนจักสาน การสร้างผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ
คณะนักวิจัยม.ศิลปากร ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ยังได้วิเคราะห์เชื้อราในผลิตภัณฑ์จักสานและวัสดุจักสานสืบสานงานช่างศิลป์ท้องถิ่นไทย (นันทนิตย์ วานิชชาชีวะ และคณะ, 2566) พบว่า เมื่อต้มเส้นตอกไม้ไผ่ หญ้าสามเหลี่ยม และกกก้านตอง ในอัตราส่วน 1:20 เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ผึ่งลมให้แห้งก่อนนำมาผลิตเป็นเครื่องจักสาน สามารถยืดอายุผลิตภัณฑ์ได้ยาวนานขึ้นหากมีการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง
สรุปแนวทางในการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์จักสานสร้างสรรค์ของชุมชนหัตถกรรมจักสานในจังหวัดน่านเพื่อการสร้างโอกาสทางการตลาดให้แปลกใหม่ ร่วมสมัย หลากหลาย ขยายกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น มีดังนี้
1. พานพุ่มของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มบ้านต้าม ตำบลบ่อสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน คือ การสานพานพุ่มให้มีความหลากหลาย โดยเพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางจากเดิม 20 นิ้ว เป็น 35 นิ้ว, 45 นิ้ว และ 55 นิ้ว เหมาะสำหรับการตกแต่งสถานที่ เป็นการเพิ่มประโยชน์การใช้งาน
2. กรงแมวจักสาน ทำจากหวายฝาดนำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อถูกออกแบบอย่างสร้างสรรค์โดยเพิ่มขนาดและปรับรูปแบบกรงแมวให้มีขนาดที่แตกต่างกันและพันเก็บรอยตะปูด้วยผิวหวายแท้ เสริมแต่งด้วยที่นอนไหมพรมสีสันสวยงาม ทำให้ผลิตภัณฑ์กรงแมวของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานหวายบ้านดอนตันมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นสำหรับคนรักแมว นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานระหว่างหวายกับเสื่อจักสานจากหญ้าสามเหลี่ยม เป็นโต๊ะหวายแบบผสมผสานที่สามารถใช้เป็นโต๊ะรับแขกและที่วางของซึ่งมากด้วยประโยชน์การใช้งาน
3. หมวกจักสานจากไม้ไผ่และหญ้าสามเหลี่ยม ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานหญ้าสามเหลี่ยมบ้านนาบง อำเภอบ่อเกลือ ได้รับการพัฒนาทักษะในการจักสานของใช้และเครื่องประดับต่างๆให้มีความชำนาญ
4. ดอกไม้และมาลัยจักสานจากหญ้าสามเหลี่ยมและกกก้านตอง ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานบ้านนาบง ให้ผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพให้ปลอดจากมอดและเชื้อรา ทำให้ชุมชนสามารถกำหนดราคาขายสูงขึ้น ตอบรับกระแสความนิยมตกแต่งสถานที่ของผู้ประกอบการงานจัดเลี้ยงในจังหวัดน่านในปัจจุบัน
ปีพ.ศ.2567-2568 นักวิจัยวิทยาลัยชุมชนน่านยังประสานชุมชนจักสานบ้านห้วยหาดหลักลายให้ทำงานส่งทีมของดร.กรกต อารมณ์ดี เพื่อตกแต่งร้าน Dior Gold House และโชว์รูมดิออร์ในประเทศต่างๆอีกด้วย
ผลิตภัณฑ์
รับชมผลิตภัณฑ์อื่นๆได้ที่ : https://drive.google.com/drive/folders/10n_h5f6dVivLn9ACHpKN6N9L6kLyWiRC?usp=sharing
โดยวิทยาลัยชุมชนพิจิตร
ถังหมักก๊าซชีวภาพ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร มูลสัตว์ หรือน้ำเสีย ภายใต้สภาวะที่ไม่มีออกซิเจน โดยอาศัยจุลินทรีย์ในการทำงาน กระบวนการนี้จะทำให้เกิด “ก๊าซชีวภาพ”
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน (CH4) ที่สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้หลายอย่าง เช่น การหุงต้ม การผลิตกระแสไฟฟ้า หรือแม้แต่เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์
โดย สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
ความเป็นมา
โดยทั่วไป ครัวเรือนของเราผลิตน้ำเสียและเศษอาหารในปริมาณที่อาจดูเล็กน้อยแต่เมื่อรวมกันทั้งชุมชน เป็นภาระมหาศาลต่อแหล่งน้ำ ระบบนิเวศ และคุณภาพชีวิตของทุกคน โครงการจัดทำถังหมักก๊าซชีวภาพจากเศษอาหารและน้ำเสียในครัวเรือน จึงเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยน “ของเสีย” ให้เป็น “ทรัพยากร” ลดการปล่อยน้ำเสียสู่สิ่งแวดล้อม ลดมลพิษทางน้ำ และสร้างพลังงานสะอาดใช้ภายในชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เศษอาหารและน้ำเสียที่มักถูกทิ้งไปอย่างเปล่าประโยชน์ ได้รับการเปลี่ยนให้เป็นพลังงานที่มีประโยชน์และช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
การดำเนินการ
วิทยาลัยชุมชนพิจิตรร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ออกแบบถังหมักก๊าซชีวภาพที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบและขนาดได้ตามความเหมาะสมของแต่ละครัวเรือนหรือชุมชน ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 วิทยาลัยชุมชนพิจิตรร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ออกแบบถังหมักก๊าซชีวภาพ พัฒนารูปแบบการจัดการขยะอินทรีย์ภายในโรงเรียนระดับประถมศึกษา ที่โรงเรียนวัดคลองตัน(หลวงพ่อสุรินทร์อุปถัมภ์) อำเภอดงเจริญ โรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งน้อย “พิพัฒน์โสภณวิทยา” โรงเรียนอนุบาลโพทะเล “รัฐบำรุง” และโรงเรียนบ้านท่าบัว “รัฐประชานุเคราะห์” อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร
ผลผลิต ผลที่ได้รับไม่เพียงแต่เป็นการผลิตก๊าซชีวภาพทดแทนก๊าซหุงต้ม เพื่อเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เป็นการนำหลักการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในโรงเรียนแล้วยังเป็นการสร้างความตระหนักแก่ชุมชน และเยาวชนในสถานศึกษาให้เรียนรู้และเข้าใจการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานที่มีประโยชน์และช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน การดำเนินการนี้สามารถทำให้โรงเรียนประหยัดไปได้ร้อยละ 30
เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
โดยสาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
โดย สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
ความเป็นมา
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว