โดย วิทยาลัยชุมชนยโสธร
นักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งดำเนินโครงการบริการวิชาการ วิทยาลัยชุมชนสีเขียว การทอผ้าด้วยใยจากเศษวัสดุการเกษตรเหลือใช้เส้นใยอ้อย (ทอใยรักษ์)
พื้นที่ชุมชน :
ลักษณะผลิตภัณฑ์เดิม
ทอผ้าไหมลายพื้นบ้านย้อมสีธรรมชาติ แต่ไม่มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ไม่มีลวดลายร่วมสมัย
ความเป็นมา
จังหวัดยโสธรซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ในโครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านเล็กในป่าใหญ่ บ้านน้อมเกล้า อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้คนกับป่าอยู่ร่วมกัน ช่วยกันดูแลรักษาและฟื้นฟูสภาพป่า รวมทั้งพัฒนาชีวิตของราษฎรให้ดีขึ้น ซึ่งกลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ ได้รับการพัฒนาในโครงการศิลปาชีพด้านทอผ้า ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปักผ้าและงานศิลปาชีพต่างๆ ประธานและสมาชิกกลุ่มกลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร เคยถวายงานสมเด็จพระพันปีหลวงในช่วงปี พ.ศ.2546
ปัจจุบันประธานกลุ่มเสียชีวิต สมาชิกบางคนอายุมากขึ้นส่งผลต่อองค์ความรู้ของปราชญ์ชุมชนกำลังเลือนหายไป การเลี้ยงไหมลดลง การย้อมสีธรรมชาติให้มีเฉดสีคงทนสี การย้อมซ้ำคงเฉดสีเดิมยังไม่สม่ำเสมอ ประธานกลุ่มและสมาชิกในปัจจุบันต้องการการฟื้นฟูภูมิปัญญาการทอผ้าพื้นบ้าน การย้อมสีธรรมชาติ การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมชุมชน การฟื้นฟูสุขภาพของชุมชนด้วยการลดการเผาที่มีผลทระทบต่อสุขภาพ การฟื้นฟูชุมชนสังคมดำรงชีวิตที่ปลอดภัย และสร้างรายได้พึ่งพาตนเองได้ของชุมชน
เริ่มต้นทดลองโครงการบริการวิชาการนี้ในพื้นที่ กลุ่มทอผ้าไหมบ้านกุดเสถียร และขยายผลต่อ กลุ่มแม่บ้านทอผ้าบ้านพอก กลุ่มทอผ้าลายขิตบ้านดอนมะซ่อม สร้างเครือข่ายชุมชนผ้าทอ
วิทยาลัยได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการประเด็นแก่ชุมชนด้วยหัวข้อ : การผลิตเส้นใยทอจากเศษวัสดุเหลือใช้การเกษตร การจำแนกเส้นใยทางด้านสิ่งทอและการทดสอบเส้นใย การย้อมสีธรรมชาติจากวัสดุชุมชนท้องถิ่นให้มีเฉดสีคงทนสี การออกแบบลวดลายพื้นบ้านยโสธรและลวดลายร่วมสมัย การยกระดับคุณภาพมาตรฐานชุมชน (มผช.) การบริหารจัดการทอผ้าพื้นบ้านและย้อมสีธรรมชาติแบบครบวงจร และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมและรองรับการขนส่ง
โดย วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร
โครงการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ย้อมสีธรรมชาติด้วยหม้อห้อม ครามและเปลือกไม้พื้นถิ่น ในพื้นที่จังหวัดแพร่และมุกดาหารด้วยกระบวนการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดย นักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ผศ.ดร.อภิชาติ สนธิสมบัติ (หัวหน้าโครงการ) และคณะนักวิจัย วิทยาลัยชุมชนมุกดาหาร ผู้อำนวยการ พรวุฒิ คำแก้ว
พื้นที่ชุมชนและความเป็นมา
ชุมชนคำนางโอก ต.ร่มเกล้า อ.นิคมคำสร้อย จว.มุกดาหาร เป็นชุมชนภูไทยที่ยังรักษาวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของบรรพบุรุษ ความเชื่อและภูมิปัญญาผ้าทอที่เน้นกระบวนการธรรมชาติตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ถึงปลายน้ำ เมื่อทอผ้าเป็นผืนออกมาขายสู่ลูกค้า แม่ๆ ที่ชุมชนนี้ปลูกต้นฝ้าย เก็บฝ้าย ดีด อิ้ว ล้อและ เข็นฝ้าย รวมถึงย้อมสีจากเปลือกไม้หรือครามกันในหมู่บ้าน และตั้งเป็นกลุ่ม มีสมาชิก 20 คนทำงานช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ในราวปีพ.ศ.2564 ชุมชนย้อมผ้าจากสีธรรมชาติด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่มีปัญหาสีจากหายและตก
การดำเนินการ
นักวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมกับวิทยาลัยชุมชนมุกดาหารจึงได้ศึกษาวิจัยกระบวนการย้อมสีดั้งเดิมของชุมชนบ้านคำนางโอก เพื่อมุ่งพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้ได้มาตรฐานสากลด้วยวิทยาการเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม นักวิจัยได้ทดลองย้อมสีจากเปลือกไม้ธรรมชาติ ด้วยกระบวนการย้อมที่แตกต่างกัน 3 แบบ ในส่วนที่เป็นเรื่องการย้อมคราม นักวิจัยพบว่า ชุมชนรักษาภูมิปัญญาการย้อมครามแบบดั้งเดิมไว้อย่างเข้มงวด เพราะความเชื่อว่า ครามเป็นสิ่งมีชีวิต ต้องดูแลประหนึ่งเป็นลูก ต้องพูดจาไพเราะ ห้ามใส่สิ่งใดเปลี่ยนไปจากภูมิปัญญาเดิม มิฉะนั้นครามจะหนีหรือตาย นักวิจัยจึงมิอาจเสนอให้ปรับเปลี่ยนกระบวนการเตรียมหม้อครามหรือการย้อมสี แต่แนะนำด้านการชั่ง ตวง วัดให้ถูกต้อง ให้มีกระบวนการที่เป็นมาตรฐาน นักวิจัยพบว่า ในบางครั้งก็ควรเลือกให้ชุมชนคงรักษามรดกวัฒนธรรมของบรรพบุรุษที่รักและผูกพันไว้ โดยเฉพาะเมื่อชุมชนยึดมั่นในจิตใจดีงาม
ผลผลิต
ชุมชนคำนางโอกพัฒนาตนจนเป็นนวัตกรชุมชน ประกอบอาชีพด้านผ้าฝ้ายทอด้วยกระบวนการอิงธรรมชาติตลอดกระบวนการ จากปี 2564 เป็นต้นมา ชุมชนได้พัฒนาสีสันใหม่ ๆ โดยได้ทดลองใช้เปลือกไม้หลากหลายชนิด โดยใช้เทคนิคที่ได้เรียนรู้มาจากโครงการวิจัย อีกทั้งพัฒนารูปแบบลวดลายผ้า รูปแบบการทอ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการ ที่ได้นำเทคนิครูปแบบที่ตอบโจทย์ความต้องการของต่างประเทศมาให้กลุ่ม ซึ่งทอส่งผู้ประกอบการเพื่อนำไปแปรรูปต่อไป โดยยังคงรักษาจุดเด่นคือการรักษากระบวนการธรรมชาติจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ ได้ขยายพื้นที่ปลูกฝ้ายจากเดิมมีพื้นที่กลางของชุมชน จำนวน 7 ไร่ และสมาชิกกลุ่มได้ปลูกในพื้นที่ตัวเอง อีกคนละ 1 – 2 ไร่ ทำให้มีฝ้ายที่เพียงพอที่จะใช้ในกลุ่ม และส่งขายในพื้นที่ใกล้เคียง ยังคงรักษากระบวนการย้อมผ้าที่ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่มีการชั่ง ตวง วัด และได้พัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ ภูมิปัญญาด้านการย้อมสีธรรมชาติ ให้กับนักเรียนทั้งระดับประถมและมัธยมในพื้นที่ และกลายเป็นพื้นที่ศึกษาดูงานของจังหวัด
โดย วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภู
การต่อยอดโครงการวิจัยเมื่อปั 2566 “การสำรวจช่างศิลป์ท้องถิ่นจังหวัดหนองบัวลำภูเพื่อยกระดับคุณค่าและพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วย”วิทยาลัยชุมชนหนองบัวลำภูสีเขียวสู่ความยั่งยืน”
ความเป็นมา
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
การดำเนินการ
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
ผลผลิต ทางเลือกอัตลักษณ์ใหม่ของผ้าทอมือหนองบัวลำภูที่มีความโดดเด่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพื้นถิ่น ด้วยการย้อมเย็นผ้าจาก”ฉนวน” เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน
การนำเส้นใยจากคล้าไปถักทอแบบนวัตกรรมแบบซ่อนเส้นด้าย เป็น “ผ้าขิดสลับหมี่ทอนวัตกรรมจากเส้นใยคล้า” นำเสนอมิติใหม่ของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในท้องถิ่น เศษวัสดุเหลือทิ้งจากการผลิตงานจักสานของชุมชน ซึ่งถูกเผาทิ้ง นำมาแปรรูปให้กลายเป็นผืนผ้าที่มีคุณภาพแต่ช่วยลดปริมาณขยะและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
โดย วิทยาลัยชุมชนบุรีรัมย์
โครงการยกระดับและพัฒนาผ้าไหมตามอัตลักษณ์ชุมชนของตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถเศรษฐกิจฐานราก
โดย สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
วัฒนธรรมทอผ้าอยู่ในวิถีชีวิตของชุมชนในภาคอีสานมายาวนาน ภูมิปัญญาในแต่ละจังหวัดย่อมแตกต่างกันไปตามบริบทของพื้นที่ การทอและย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ เป็นมรดกภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งกำลังเลือนหายไปในหลายพื้นที่ วัฒนธรรมทอผ้าจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่วิทยาลัยชุมชนในภาคอีสานทั้ง 4 แห่งเข้าไปส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์และพัฒนา ด้วยกระแสความห่วงใยสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ผ้าที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติย่อมขายได้ราคาสูงขึ้น การต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมให้เข้มแข็งสู่เส้นทางเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างสร้างสรรค์ จึงมักตั้งอยู่บนแนวคิดการพัฒนายั่งยืน
กรณีศึกษาของ 4 วิทยาลัยชุมชนอีสาน บุรีรัมย์ หนองบัวลำภู ยโสธรและบุรีรัมย์ สะท้อนความเหมือนที่ร้อยเรียงกันด้วยเสน่ห์ของความคิดสร้างสรรค์อันงดงาม และความแตกต่างของบริบทพื้นที่ ที่ใช้วัสดุพื้นถิ่นที่ไม่เหมือนกัน
ความเป็นมา
กลุ่มทอผ้าไหมในตำบลสะเดา อำเภอพลับพลาชัย ต้องการพัฒนาลายผ้าไหมที่สะท้อนถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนตำบลสะเดาที่ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
พื้นที่ชุมชน : กลุ่มทอผ้าไหมบ้านบุญช่วย ต.สะเดา อ.พลับพลาชัย จว.บุรีรัมย์
ลักษณะผลิตภัณฑ์เดิมของชุมชน ทอผ้าไหมลายพื้น ลายตาราง ไม่มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของตำบล ย้อมสีเคมี เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องการย้อมสีธรรมชาติ
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
วิทยาลัยชุมชนบุรีรัมย์ให้ความรู้และร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์
เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
โดยวิทยาลัยชุมชนน่าน
การยกระดับกลุ่มทอผ้าพื้นเมืองด้วยมือ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
ความเป็นมา
กลุ่มเป้าหมาย: กลุ่มสตรีทอผ้าพื้นเมืองบ้านหนองห้า ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน ช่างทอผ้าส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย (ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) เดิมทอผ้าเป็นอาชีพเสริมโดยใช้สีเคมีและทอผ้าลายดั้งเดิม ซึ่งลายผ้าที่ทอมีวางขายทั่วไป
ปัญหาของกลุ่ม : สินค้าล้าสมัย ถูกกดราคาจากคนกลาง รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และมีการขายตัดราคากันเอง
กลุ่มเป้าหมาย: กลุ่มสตรีทอผ้าพื้นเมืองบ้านหนองห้า ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน ช่างทอผ้าส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย (ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) เดิมทอผ้าเป็นอาชีพเสริมโดยใช้สีเคมีและทอผ้าลายดั้งเดิม ซึ่งลายผ้าที่ทอมีวางขายทั่วไป
ปัญหาของกลุ่ม : สินค้าล้าสมัย ถูกกดราคาจากคนกลาง รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และมีการขายตัดราคากันเอง
การดำเนินงานวิจัยของวิทยาลัยชุมชนน่าน
การเปลี่ยนแปลงด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม ในปีพ.ศ 2563 วิทยาลัยชุมชนน่านเข้ามาขับเคลื่อนการพัฒนาผ่านงบประมาณสนับสนุนเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต: จากเคมีสู่ธรรมชาติ: เปลี่ยนมาใช้สีย้อมจากวัสดุในป่าชุมชน สร้างเอกลักษณ์ใหม่: ออกแบบลายผ้าคอลเลกชัน “เสาดิน ม่อนดอย” โดยดึงจุดเด่นจากสถานที่ท่องเที่ยวในอำเภอนาน้อย เช่น ผืนนาเล็กๆที่ปลูกข้าวในชุมชน ความคดโค้งถนนสายนาน้อย สถานที่ท่องเที่ยวเสาดินนาน้อย, ดอยเสมอดาว, อุทยานแห่งชาติขุนสถาน) มาทำให้ทันสมัย (Modern)
เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้ากับตลาดสมัยใหม่ ทั้ง Offline เช่น ร่วมกิจกรรมอบรม สัมมนา การส่งผลิตภัณฑ์ร่วมประกวด และออกบูธร่วมกับเครือข่าย และ Online ทางเฟสบุ๊ค เช่น การสร้างปฏิสัมพันธ์สื่อสารผ่านการนำเสนอเนื้อหา (Content Marketing) เกี่ยวกับกระบวนการผลิตผ้าทอคอลเลกชัน ‘เสาดินม่อนดอย’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้ตราสินค้า (Brand Awareness) ในกลุ่มผู้บริโภคและผู้ประกอบการ การสื่อสารอัตลักษณ์เชิงพื้นที่ผ่านกิจกรรมการทอผ้าคอลเลกชัน ‘เสาดินม่อนดอย’ ในรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ เป็นการกระตุ้นการรับรู้และสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกต่อผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือท้องถิ่น นำไปสู่การขยายฐานโอกาสทางการตลาดและการสร้างอัตลักษณ์เฉพาะให้กับกลุ่มทอผ้าบ้านหนองห้า นำไปสู่รายได้ที่เพิ่มขึ้น มีผู้ประกอบการรับซื้อผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เช่น เพจภูพานน่านฟ้า แบรนด์ YUPA ผู้ประกอบการร้านผ้าน่านบุรี แบรนด์ WISHARAWISH ฯลฯ
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์
ผลลัพธ์เชิงประจักษ์
ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข (Pain Points)
แม้จะประสบความสำเร็จเบื้องต้น แต่ยังพบข้อจำกัดในด้าน
ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข (Pain Points)
แม้จะประสบความสำเร็จเบื้องต้น แต่ยังพบข้อจำกัดในด้าน
แนวทางความยั่งยืนในอนาคต
แนวทางความยั่งยืนในอนาคต
โดยวิทยาลัยชุมชนแพร่
พลังแห่งปัญญาและพหุวัฒนธรรมสู่การสร้างสรรค์แบรนด์ชุมชนอย่างยั่งยืน
ความเป็นมา
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบัน วิทยาลัยชุมชนแพร่ ได้ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากวิถีภูมิปัญญาและทรัพยากรของจังหวัดแพร่ ผ่านการเปิดตัวแบรนด์ “Phrae Rich” (แพร่ริช) ในการนำเสนอความรุ่มรวยของจังหวัดแพร่ในหลากมิติ โดยมีหัวใจหลักคือการผสาน “งานวิจัยเชิงพื้นที่” เข้ากับ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น” อย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งสร้างโมเดล “การศึกษาที่กินได้” ที่สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และบ่มเพาะความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิดให้แก่คนในชุมชน
ภายใต้การดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนแพร่ แบรนด์ Phrae Rich ได้ดึงศักยภาพจากทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างมหาศาล มาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยเริ่มต้นที่ บ้านแม่ตื้ด ต.แม่พุง อ.วังชิ้น และบ้านแม่พุงหลวง ต.แม่พุง อ.วังชิ้น เป็นการสะท้อนอัตลักษณ์ของพหุวัฒนธรรมผ่านโครงการความร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงซึ่งโดดเด่นด้วยมรดกงานฝีมือ ที่สืบทอดกันมานับร้อยปี ผลิตภัณฑ์ในคอลเล็กชัน Home & Lifestyle ภายใต้แบรนด์นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่สินค้า แต่คือการบอกเล่าเรื่องราว ของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูล ผ่านการใช้สีย้อมธรรมชาติจากป่าชุมชน อาทิ สีครามจากห้อม สีเหลืองมัสตาร์ดจากใบหูกวาง หรือสีชมพูโอลด์โรสจากรากยอป่า ซึ่งเป็นการยกระดับภูมิปัญญาดั้งเดิมให้มีความสากลและตอบโจทย์วิถีชีวิตสมัยใหม่
แบรนด์ Phrae Rich จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของวิทยาลัยชุมชนแพร่ ในการสร้างมาตรฐานสินค้าชุมชน (Standardization) ที่มีความน่าเชื่อถือและเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ชุมชนทั้งสองมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การดำเนินงานนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพียงผลกำไรในเชิงธุรกิจ แต่เป็นการวางรากฐานให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตามปรัชญา “Together for the Better and More Sustainable” เพื่อให้ความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของเมืองแพร่ ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นในฐานะมรดกที่มีมูลค่าและคุณค่าเหนือกาลเวลาสู่สายตาประชาคมโลกอย่างสง่างาม
ผู้สนใจติดต่อสั่งซื้อสินค้า Phrae Rich ได้ที่
Facebook: PhraeRich (แพร่ริช)
Instagram: PhraeRich
Website: phraerich.com