โดยวิทยาลัยชุมชนน่าน
ยกระดับผลิตภัณฑ์จากวัสดุธรรมชาติสู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ร่วมสมัยอย่างมีส่วนร่วมของชุมชน
ความเป็นมา
ชุมชนบ้านต้าม
พัฒนาตนเองไม่หยุดยั้ง ต้องการให้กลุ่มมีเครื่องจักสานแบบใหม่ทันสมัย ตรงกับความต้องการของผู้ซื้อ ชุมชนนี้เป็นหนึ่งหมุดหมายในเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ภายใต้การสนับสนุนขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ผลิตภัณฑ์ที่สร้างชื่อเสียงได้แก่
1.)เครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น กระติ๊บ กระด้ง ไซดักปลา ฯลฯ สานด้วยเส้นตอกจากไม้ไผ่บงที่มีความเหนียว ทำให้เครื่องจักสานแข็งแรงทนทาน
2) เครื่องจักสานใช้ในพิธีกรรมตามความเชื่อ เช่น ตาแหลว สานด้วยไม้ไผ่ข้าวหลามที่อ่อนนุ่ม สีขาวนวล ประยุกต์มาเป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว
3) เครื่องจักสานตกแต่งสถานที่ เช่น พานจักสาน พานพุ่มปล่อย และโมบายปลาจักสาน เป็นต้น
ชุมชนบ้านดอนตัน
นำเข้าหวายจากต่างประเทศครั้งละหลายร้อยตัน ส่งเข้าโรงอบในชุมชนอบไอน้ำผสมน้ำมันเบนซินเป็นเวลา 1-2 วัน เพื่อปรับปรุงคุณภาพของวัสดุก่อนกระจายให้กับช่างจักสานในชุมชน ผลิตและจำหน่ายให้ทันกับความต้องการของผู้ซื้อ ชุมชนมีศักยภาพในการผลิตในปริมาณมาก จึงมีคำสั่งซื้อต่อเนื่อง จนเกิดการรวมตัวของคนในชุมชนเป็นวิสาหกิจชุมชน มีฝีมือในการทำขันโตก เก้าอี้หวายลายดอกพิกุล เก้าอี้จีนขนาดเล็กลายดอกพิกุล จนได้คัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย (OTOP) ปี 2553 งานที่มีชื่อเสียง คือ
เครื่องเรือนหวายแบบดั้งเดิม เช่น เก้าอี้ เก้าอี้สำหรับเด็ก ฯลฯ เครื่องเรือนหวายแบบร่วมสมัย เช่น ชุดรับแขกหวาย ของใช้ในครัวเรือนเช่น ขันโตกโครงหวาย หน้าขันโตกสานด้วยแหย่งหรือคลุ้ม
ชุมชนบ้านนาบง
สานเสื่อหรือชิ้นงานที่มีขนาดเล็กและส่งต่อให้ชุมชนบ้านห่างทางหลวง ตัด เย็บ ขึ้นรูปเป็นชิ้นงาน เช่น กล่องทิชชู กระเป๋าถือ ที่รองแก้ว เพื่อจำหน่ายในร้านค้าและศูนย์ภูฟ้าพัฒนาฯ ต่อไป ได้จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนชำนาญการสานของใช้ในครัวเรือน เช่น กระติ๊บข้าว แก้วน้ำ ที่รองจาน เครื่องประดับเช่น แจกันแก้วจักสาน และเครื่องใช้ เช่น ที่คาดผม กระเป๋าถือ เป็นต้น
การดำเนินการ
คณะนักวิจัยของม.ศิลปากรใช้องค์ความรู้ด้านการออกแบบมาสู่การยกระดับผลิตภัณฑ์จักสานให้สามารถเพิ่มมูลค่าและราคา ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมุ่งเน้นที่วัสดุธรรมชาติพื้นถิ่น 3 ชนิดคือหวาย ไม้ไผ่ และหญ้าสามเหลี่ยม ได้อบรมชุมชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เช่นหากจะส่งออกให้เพิ่มรายได้ จะต้องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัสดุ การปรับปรุงคุณภาพของวัสดุก่อนจักสาน การสร้างผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจ
คณะนักวิจัยม.ศิลปากร ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ยังได้วิเคราะห์เชื้อราในผลิตภัณฑ์จักสานและวัสดุจักสานสืบสานงานช่างศิลป์ท้องถิ่นไทย (นันทนิตย์ วานิชชาชีวะ และคณะ, 2566) พบว่า เมื่อต้มเส้นตอกไม้ไผ่ หญ้าสามเหลี่ยม และกกก้านตอง ในอัตราส่วน 1:20 เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ผึ่งลมให้แห้งก่อนนำมาผลิตเป็นเครื่องจักสาน สามารถยืดอายุผลิตภัณฑ์ได้ยาวนานขึ้นหากมีการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง
สรุปแนวทางในการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์จักสานสร้างสรรค์ของชุมชนหัตถกรรมจักสานในจังหวัดน่านเพื่อการสร้างโอกาสทางการตลาดให้แปลกใหม่ ร่วมสมัย หลากหลาย ขยายกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น มีดังนี้
1. พานพุ่มของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มบ้านต้าม ตำบลบ่อสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน คือ การสานพานพุ่มให้มีความหลากหลาย โดยเพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางจากเดิม 20 นิ้ว เป็น 35 นิ้ว, 45 นิ้ว และ 55 นิ้ว เหมาะสำหรับการตกแต่งสถานที่ เป็นการเพิ่มประโยชน์การใช้งาน
2. กรงแมวจักสาน ทำจากหวายฝาดนำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อถูกออกแบบอย่างสร้างสรรค์โดยเพิ่มขนาดและปรับรูปแบบกรงแมวให้มีขนาดที่แตกต่างกันและพันเก็บรอยตะปูด้วยผิวหวายแท้ เสริมแต่งด้วยที่นอนไหมพรมสีสันสวยงาม ทำให้ผลิตภัณฑ์กรงแมวของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานหวายบ้านดอนตันมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นสำหรับคนรักแมว นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานระหว่างหวายกับเสื่อจักสานจากหญ้าสามเหลี่ยม เป็นโต๊ะหวายแบบผสมผสานที่สามารถใช้เป็นโต๊ะรับแขกและที่วางของซึ่งมากด้วยประโยชน์การใช้งาน
3. หมวกจักสานจากไม้ไผ่และหญ้าสามเหลี่ยม ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานหญ้าสามเหลี่ยมบ้านนาบง อำเภอบ่อเกลือ ได้รับการพัฒนาทักษะในการจักสานของใช้และเครื่องประดับต่างๆให้มีความชำนาญ
4. ดอกไม้และมาลัยจักสานจากหญ้าสามเหลี่ยมและกกก้านตอง ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มจักสานบ้านนาบง ให้ผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพให้ปลอดจากมอดและเชื้อรา ทำให้ชุมชนสามารถกำหนดราคาขายสูงขึ้น ตอบรับกระแสความนิยมตกแต่งสถานที่ของผู้ประกอบการงานจัดเลี้ยงในจังหวัดน่านในปัจจุบัน
ปีพ.ศ.2567-2568 นักวิจัยวิทยาลัยชุมชนน่านยังประสานชุมชนจักสานบ้านห้วยหาดหลักลายให้ทำงานส่งทีมของดร.กรกต อารมณ์ดี เพื่อตกแต่งร้าน Dior Gold House และโชว์รูมดิออร์ในประเทศต่างๆอีกด้วย
ผลิตภัณฑ์
รับชมผลิตภัณฑ์อื่นๆได้ที่ : https://drive.google.com/drive/folders/10n_h5f6dVivLn9ACHpKN6N9L6kLyWiRC?usp=sharing
วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน
ในดินแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ซึ่งวัฒนธรรมไทใหญ่ฝังรากลึก «ปานซอย» หรือ «การต้องลายปานซอย» เป็นหัตถศิลป์ประเภทหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนความประณีตของช่างฝีมือพื้นถิ่น ซึ่งวิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอนเข้าไปที่ชุมชนวัดต่อแพ หมู่บ้านต่อแพ ต.แม่เงา อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน
«ปาน» หมายถึง แผ่นโลหะ และ «ซอย» หมายถึง การฉลุหรือตัดให้เป็นลวดลาย — ศิลปะแห่งการสร้างลวดลายโปร่งแสงบนโลหะด้วยค้อนและสิ่ว
«ปานซอย» เป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้เรียกศิลปะการฉลุลายลงบนแผ่นโลหะ งานศิลปะนี้มีประวัติยาวนาน โดยเป็นการเขียนลวดลายที่อ่อนช้อยและมีมิติลงบนแผ่นโลหะ จากนั้นจึงใช้ค้อนและสิ่วตอกลงบนแผ่นโลหะเหล่านั้นทีละจุด จนกลายเป็นลวดลายฉลุที่โปร่งแสงและสวยงาม
ช่างผู้ทำต้องมีความชำนาญและสมาธิสูงมาก เนื่องจากงานทุกชิ้นทำด้วยมือทั้งหมดโดยไม่มีเครื่องจักรเข้ามาเกี่ยวข้อง
แรงบันดาลใจจากลวดลาย:
การเปลี่ยนผ่านของวัสดุ คือส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการที่ทำให้ปานซอยคงอยู่ได้ในยุคปัจจุบัน
วัสดุดั้งเดิมที่หาได้ง่ายและมีราคาไม่แพง แต่มีข้อเสียคือเป็นสนิมได้ง่ายเมื่อถูกความชื้น ทำให้งานศิลปะเสื่อมสภาพเร็ว
ไม่เป็นสนิม น้ำหนักเบา และมีความแวววาวมากกว่าสังกะสี ทำให้งานปานซอยมีความทนทานและสวยงามมากยิ่งขึ้น
วัสดุทางเลือกที่สามารถนำมาใช้ฉลุลายปานซอยได้เช่นกัน เปิดมิติใหม่ของการสร้างสรรค์งานศิลป์
หนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันคือ «โคมไฟปานซอย» — การนำแผ่นโลหะที่ฉลุลายแล้วมาประกอบเป็นรูปทรงโคมไฟ
เมื่อเปิดไฟ แสงจะลอดผ่านรอยฉลุ ทำให้เกิดลวดลายที่สวยงามบนผนังและเพดาน สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์
ทรงที่นิยม: ทรงกระบอก · ทรงเหลี่ยม · ทรงแฉกรูปดาว · ทรงดอกไม้
ในอดีต งานปานซอยเป็นที่นิยมในการประดับตกแต่ง วัดวาอาราม (วัดจองกลาง วัดจองคำ วัดต่อแพ) ซุ้มเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน หรือบ้านเรือนของเจ้าขุนมูลนาย เพื่อแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองและความศรัทธา
งานปานซอยนำมาใช้เป็น «ตุงเหล็ก» หรือ «ตุงตอง» (ธงโลหะ) และเป็นส่วนประกอบของจองพารา (ปราสาทจำลองที่ใช้ในประเพณีออกพรรษา)
ปัจจุบัน งานปานซอยได้ผ่านการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการใช้งานไปสู่สิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ «โคมไฟปานซอย» ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
งานปานซอยและโคมไฟปานซอย ไม่เพียงแต่เป็นงานศิลปะที่สวยงาม แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความรุ่มรวยของวัฒนธรรมไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ถึงแม้งานปานซอยจะมีการ Transit ไปสู่รูปแบบใหม่ๆ แต่ศิลปะนี้ก็กำลังเสี่ยงที่จะสูญหายไป เนื่องจากขาดการถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังและผู้ที่มีความรู้น้อยลง
ปัจจุบัน วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอนจึงมีการจัดกิจกรรมฝึกอบรมการทำปานซอยและโคมไฟปานซอย ให้กับนักเรียนและประชาชนทั่วไป เพื่อปลูกฝังความสนใจและช่วยกันอนุรักษ์งานศิลปะอันเก่าแก่นี้ไว้
หมู่บ้านต่อแพ ต.แม่เงา อ.ขุนยวม
ปลูกฝังทักษะหัตถศิลป์แก่คนรุ่นใหม่
ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมได้
โดยวิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน
ชีวิตและจิตวิญญาณของชุมชน ถูกใช้ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ โดยมีความเชื่อว่าสามารถปกป้องคุ้มครองและเสริมสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่ ลวดลายที่ปรากฏบนเครื่องเงินล้วนสะท้อนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างลึกซึ้ง ที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และโลกแห่งจิตวิญญาณ
ความเป็นมา
บ้านละอูบ ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ท่ามกลางภูเขาสูงอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำและป่าดิบเขาที่สำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุมชนแห่งนี้เป็นถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์เลอเวือะหรือละว้า เป็นชุมชนคชาติพันธุ์ละว้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผู้มีวิถีชีวิตเรียบง่าย ผูกพันกับธรรมชาติ และยึดถือความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษควบคู่กับศาสนาพุทธและคริสต์ อาชีพหลักของคนในชุมชนคือการเกษตรกรรม พร้อมทั้งมีอาชีพเสริมที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้า การปลูกกาแฟ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การทำเครื่องเงิน” ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า
เครื่องเงินละว้า ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและจิตวิญญาณของชุมชน ถูกใช้ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน พิธีกรรม และเทศกาล โดยมีความเชื่อว่าสามารถปกป้องคุ้มครองและเสริมสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่ ลวดลายที่ปรากฏบนเครื่องเงินล้วนสะท้อนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างลึกซึ้ง ทั้งลายธรรมชาติ ลายสัตว์ และลวดลายเชิงสัญลักษณ์ ที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และโลกแห่งจิตวิญญาณ
เครื่องเงินละว้าบ้านละอูบ จึงเป็นตัวแทนของการหลอมรวมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ การพัฒนาให้ก้าวสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จำเป็นต้องอาศัยการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่ม หากได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เครื่องเงินบ้านละอูบมีศักยภาพที่จะก้าวสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมในระดับสากล พร้อมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป
วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน ได้ศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับ “เครื่องเงินละว้าบ้านละอูบ” โดยมุ่งสำรวจคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นในหลากหลายมิติ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม กระบวนการผลิต ตลอดจนแนวทางการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ผ่าน “โครงการจัดการความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเพื่อยกระดับสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ระยะเวลา 5 ปี โดยใช้กระบวนการศึกษาที่หลากหลาย ทั้งการศึกษาจากเอกสาร การลงพื้นที่ภาคสนาม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม สัมภาษณ์เชิงลึก และดำเนินกิจกรรมสำคัญหลายประการ อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นและปราชญ์ชุมชน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567
ผลการดำเนินงานพบว่า เครื่องเงินละว้าบ้านละอูบถือเป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์เลอเวือะ มีบทบาททั้งในด้านความเชื่อ พิธีกรรม และเศรษฐกิจของชุมชน อีกทั้งยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน จึงได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการทำกำไลเกลียวและแหวนสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้สนใจ สร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อสืบสานองค์ความรู้การทำเครื่องเงินสู่กลุ่มเด็กและเยาวชน ยังผลให้ปัจจุบันมีผู้สืบทอดจำนวน 20 คน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์ท้องถิ่นและสามารถเข้าสู่ตลาดใหม่ ตลอดจนการเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชน
อย่างไรก็ตาม ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบัน ความสนใจของเยาวชนในการเรียนรู้และสืบทอดงานเครื่องเงินเริ่มลดลง ส่งผลให้การสืบทอดองค์ความรู้ขาดความต่อเนื่อง การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงคุณค่าในรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดการสืบสาน ต่อยอด และพัฒนาไปสู่การสร้างอาชีพและรายได้ในอนาคต
เรื่องราวของเครื่องเงินละว้าบ้านละอูบ
จึงไม่ใช่เพียงการรักษางานหัตถศิลป์ดั้งเดิม
แต่คือการต่อยอด “รากวัฒนธรรม” ให้เติบโตเป็น พลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์”
ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชุมชนไว้อย่างงดงามและยั่งยืน
โดยวิทยาลัยชุมชนนราธิวาส
ดำเนินงานภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานรากลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบ
แหล่งที่มา: ข่าวในพระราชสำนัก ประจำวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
ความเป็นมาและสินค้า
นราธิวาสเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่เป็นพื้นที่ทรงงานหลักของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากจังหวัดที่ประชากรยากจนจำนวนมากและมีข้อจำกัดทางกายภาพเรื่อง “ดินน้ำเปรี้ยว” เป็นอุปสรรคต่อเกษตรกรรม สมเด็จพระพันปีหลวงจึงทรงมีพระราชดำริส่งเสริมให้คนไทยในภูมิภาคต่าง ๆ ผลิตงานด้านศิลปหัตถกรรมเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลัก และต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๑๙ ทรงจัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ในจังหวัดนราธิวาส ทรงเริ่มส่งเสริมการทอผ้า การจักสาน “กระจูด” จนเกิดเป็นกลุ่มศิลปาชีพที่สร้างรายได้มั่นคง ครอบคลุม 4 อำเภอในปัจจุบัน
วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส ดำเนินบทบาทเป็นสถาบันการศึกษาเพื่อท้องถิ่นได้น้อมนำภารกิจสืบสานพระราชดำรินี้อย่างจริงจัง โดยมีกลไกสำคัญคือว่าที่ร้อยโท ดิลก ศิริวัลลภ กรรมการสภาวิทยาลัยผู้เคยปฏิบัติหน้าที่ล่ามภาษามลายูประจำพระองค์ ร่วมขับเคลื่อนพันธกิจนี้
วิทยาลัยนำแนวทางดังกล่าวมาขยายผลผ่านกระบวนการวิจัยและหลักสูตรพัฒนาทักษะเชิงพื้นที่ ผ่านการจัดการความรู้และงานวิจัยเชิงพื้นที่และทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางการจัดการความรู้” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ซึ่งมีการบูรณาการงานวิจัยเชิงพื้นที่เข้ากับการจัดหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์กระจูดให้มีความสร้างสรรค์และร่วมสมัย กระบวนการพัฒนาดังกล่าวเน้นการถอดรหัสอัตลักษณ์ชุมชนผสานเข้ากับนวัตกรรมการออกแบบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายฐานการตลาดสู่ระดับสากล พร้อมทั้งสร้างกลไกการเรียนรู้ที่ให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อาทิ โครงการวิจัยการยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระจูด: กรณีศึกษากลุ่มจักสานกระจูดจังหวัดนราธิวาส พ.ศ.2562, โครงการวิจัยการสำรวจผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากกระจูดของชุมชนหัตถกรรมจักสานในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส พ.ศ.2565, โครงการการศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนเพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว กรณีศึกษา ชุมชนท่องเที่ยววัดชลธาราสิงเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส พ.ศ.2566 และผลงานทางวิชาการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการธำรงไว้ซึ่งมรดกภูมิปัญญาเพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนและธำรงมรดกทางวัฒนธรรมของราษฎรในพื้นที่อย่างยั่งยืนสืบไป
โครงการวิจัยที่วิทยาลัยชุมชนนราธิวาสดำเนินการร่วมกับคณะมัณฑณศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปีพ.ศ.2565 ได้เปลี่ยนรูปแบบการสานแบบเดิม ๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นกระเป๋า กระบุงที่ทุกคนสานเหมือนกัน ไปสู่รูปทรงใหม่ร่วมสมัย ที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่นเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟซึ่งมีราคาที่สูงกว่า ออกแบบลวดลายที่ทันสมัย นักวิจัยมาเปิดโลกใบใหม่ ท้าทายให้พัฒนางาน ด้วยความเข้าใจสีสัน การจัดลวดลายให้เข้ากับรูปแบบผลิตภัณฑ์ และสนใจความต้องการของตลาดมากขึ้น องค์ความรู้ที่เกิดจากงานวิจัยทำให้รู้จักสานผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมียอดซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีนายนัสรูน ซิแต ประธานกลุ่มสานกระจูดโคกพะยอมได้รับยอดสั่งทำนกเงือกด้วยกระจูดเพื่อตกแต่งร้าน Dior Gold House เมื่อข่าวสามมิติไปสัมภาษณ์ออกโทรทัศน์ ก็กลายเป็นคนดังในจังหวัด ต่อมาในปีพ.ศ.2568 ความทราบถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับนัสรูนให้ทำงานถวาย นัสรูนจึงกลายเป็นครูศิลปาชีพที่อายุน้อยที่สุด