โดยวิทยาลัยชุมชนตาก
ยาพอกตา และยาพอกเข่า(สูตรร้อน) ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ใช้ในสถานพยาบาลฯ โดยการนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาปรุงด้วยกรรมวิธีการผลิตด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย โดยแพทย์แผนไทยของสถานพยาบาลปรุงและผลิตในห้องผลิตสมุนไพรของทางสถานพยาบาลฯ
ความเป็นมา
วิทยาลัยชุมชนตากจัดการศึกษาด้านสุขภาพตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 โดยมีแนวคิดในการสร้างเขื่อนสุขภาพหรือ “Health Dam” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและเศรษฐกิจให้กับชุมชน ได้ดำเนินพันธกิจสำคัญในการแก้ไขปัญหาสุขภาวะชายแดนและความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุขสำหรับประชากรกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า โดยมีการจัดการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทย และอนุปริญญาสาธารณสุขชุมชน พร้อมทั้งจัดการศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 372 ชั่วโมง หลักสูตรฝึกอบรมนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง และนวดฝ่าเท้า 60 ชั่วโมง
วิทยาลัยชุมชนตากได้รับการรับรองจากสภาการแพทย์แผนไทยให้เป็นสถาบันถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรมในหลักสูตรวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ครบทั้ง 4 ด้านได้แก่ ด้านเวชกรรมไทย ด้านเภสัชกรรมไทย ด้านผดุงครรภ์ไทยและด้านนวดไทย รวมทั้งได้รับการรองให้เป็นสถานบันฝึกอบรมในหลักสูตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 372 ชั่วโมงด้วย
ปัจจุบัน (ปีการศึกษา 2568) หลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทย เป็นรุ่นที่ 15 และหลักสูตรอนุปริญญาสาธารณสุขชุมชนปัจจุบันรุ่นที่ 17 มีผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 882 คน จากสถิติทั้งสองหลักสูตรมีผู้เรียนเดินทางมาจากต่างจังหวัดมาเรียนที่วิทยาลัยชุมชนตากจำนวนรวม 41 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ53ของจังหวัดประเทศไทย
ความโดดเด่นหลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทยของวิทยาลัยชุมชนตากคือ ที่นี่มีสถานพยาบาลการแพทย์แผนไทย เป็นสถานที่เรียนและเป็นสถานที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ มีห้องปฏิบัติการ ห้องผลิตยาสมุนไทยเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานที่จริง อีกสิ่งที่เป็นจุดเด่นที่มีความแตกต่าง คือ นักศึกษาที่จบจากวิทยาลัยชุมชนตาก จะได้รับใบอนุปริญญาบัตรและยังจะได้ใบประกาศนียบัตรครบทั้ง 4 ด้านของศาสตร์แพทย์แผนไทย ได้แก่ด้านเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย นวดไทยและผดุงครรภ์ไทย ซึ่งผู้เรียนสามารถนำใบประกาศนียบัตรทั้ง 4 ด้านไปสอบใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยได้
ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาพอกตา-ยาพอกเข่า)
สถานพยาบาลการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยชุมชนตากได้ผลิตยาพอกตา และยาพอกเข่า(สูตรร้อน) ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ใช้ในสถานพยาบาลฯโดยการนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาปรุงด้วยกรรมวิธีการผลิตด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย โดยแพทย์แผนไทยของสถานพยาบาลปรุงและผลิตในห้องผลิตสมุนไพรของทางสถานพยาบาลฯ
1. ยาพอกตา
ยาพอกตา หรือการประคบดวงตาด้วยสมุนไพร เป็นศาสตร์ทางแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นวิธีทางธรรมชาติเพื่อช่วยผ่อนคลายดวงตา ลดอาการเหนื่อยล้า ลดบวม หรือลดรอยคล้ำรอบดวงตา โดยจะใช้พอกหรือประคบบนเปลือกตาที่ปิดสนิท
สรรพคุณ
ส่วนประกอบ
อุปกรณ์
วิธีทำ
วิธีใช้
ข้อควรระวัง
2. ยาพอกเข่า (สูตรร้อน)
เป็นศาสตร์ทางแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาชาวบ้านที่นิยมใช้กันมากเพื่อบรรเทาอาการปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อม เข่าบวม หรืออาการอักเสบจากการใช้งานและเล่นกีฬา โดยการใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ระงับปวดและลดการอักเสบมาตำหรือบดแล้วพอกบริเวณหัวเข่า
สรรพคุณ
ส่วนประกอบ
อุปกรณ์
วิธีทำ
วิธีใช้
ข้อควรระวัง
โดยวิทยาลัยชุมชนน่าน
สร้างชุมชนพึ่งตนเอง ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
ความเป็นมา
วิทยาลัยชุมชนน่านขับเคลื่อนโครงการ “การใช้แพลตฟอร์ม Community Business Model Canvas (CBMC)” ในพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ครอบคลุมพื้นที่ต้นแบบจำนวน 10 ชุมชน ในโซนเหนือ โซนกลาง และโซนใต้ของจังหวัดน่าน
โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนแนวคิดของชุมชนจากการพึ่งพา “เงินทุน” ไปสู่การใช้ “ทุนชุมชน” เป็นฐานสำคัญในการพัฒนา ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศักยภาพของคนในพื้นที่ ควบคู่กับการเสริมสร้าง Mindset, Toolset และ Skillset ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจชุมชน
การดำเนินงานใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การสำรวจศักยภาพพื้นที่ การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล Line OA “TBMC-NAN” การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การบ่มเพาะผู้ประกอบการต้นแบบ และการสรุปบทเรียนเพื่อขยายผลสู่สาธารณะ
ผลจากการดำเนินโครงการ ก่อให้เกิดแผนธุรกิจชุมชนต้นแบบจำนวน 10 แผน ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ อาทิ ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ อาหารแปรรูป สิ่งทอ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และเปิดโอกาสในการขยายธุรกิจของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
“CBMC น่าน” นับเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ที่บูรณาการองค์ความรู้ การลงมือปฏิบัติ และความร่วมมือของภาคีเครือข่ายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) พร้อมต่อยอดสู่การขยายผล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน
โดยสาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
โดย สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร
จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
ความเป็นมา
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป
เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน
ในดินแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ซึ่งวัฒนธรรมไทใหญ่ฝังรากลึก «ปานซอย» หรือ «การต้องลายปานซอย» เป็นหัตถศิลป์ประเภทหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนความประณีตของช่างฝีมือพื้นถิ่น ซึ่งวิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอนเข้าไปที่ชุมชนวัดต่อแพ หมู่บ้านต่อแพ ต.แม่เงา อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน
«ปาน» หมายถึง แผ่นโลหะ และ «ซอย» หมายถึง การฉลุหรือตัดให้เป็นลวดลาย — ศิลปะแห่งการสร้างลวดลายโปร่งแสงบนโลหะด้วยค้อนและสิ่ว
«ปานซอย» เป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้เรียกศิลปะการฉลุลายลงบนแผ่นโลหะ งานศิลปะนี้มีประวัติยาวนาน โดยเป็นการเขียนลวดลายที่อ่อนช้อยและมีมิติลงบนแผ่นโลหะ จากนั้นจึงใช้ค้อนและสิ่วตอกลงบนแผ่นโลหะเหล่านั้นทีละจุด จนกลายเป็นลวดลายฉลุที่โปร่งแสงและสวยงาม
ช่างผู้ทำต้องมีความชำนาญและสมาธิสูงมาก เนื่องจากงานทุกชิ้นทำด้วยมือทั้งหมดโดยไม่มีเครื่องจักรเข้ามาเกี่ยวข้อง
แรงบันดาลใจจากลวดลาย:
การเปลี่ยนผ่านของวัสดุ คือส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการที่ทำให้ปานซอยคงอยู่ได้ในยุคปัจจุบัน
วัสดุดั้งเดิมที่หาได้ง่ายและมีราคาไม่แพง แต่มีข้อเสียคือเป็นสนิมได้ง่ายเมื่อถูกความชื้น ทำให้งานศิลปะเสื่อมสภาพเร็ว
ไม่เป็นสนิม น้ำหนักเบา และมีความแวววาวมากกว่าสังกะสี ทำให้งานปานซอยมีความทนทานและสวยงามมากยิ่งขึ้น
วัสดุทางเลือกที่สามารถนำมาใช้ฉลุลายปานซอยได้เช่นกัน เปิดมิติใหม่ของการสร้างสรรค์งานศิลป์
หนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันคือ «โคมไฟปานซอย» — การนำแผ่นโลหะที่ฉลุลายแล้วมาประกอบเป็นรูปทรงโคมไฟ
เมื่อเปิดไฟ แสงจะลอดผ่านรอยฉลุ ทำให้เกิดลวดลายที่สวยงามบนผนังและเพดาน สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์
ทรงที่นิยม: ทรงกระบอก · ทรงเหลี่ยม · ทรงแฉกรูปดาว · ทรงดอกไม้
ในอดีต งานปานซอยเป็นที่นิยมในการประดับตกแต่ง วัดวาอาราม (วัดจองกลาง วัดจองคำ วัดต่อแพ) ซุ้มเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน หรือบ้านเรือนของเจ้าขุนมูลนาย เพื่อแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองและความศรัทธา
งานปานซอยนำมาใช้เป็น «ตุงเหล็ก» หรือ «ตุงตอง» (ธงโลหะ) และเป็นส่วนประกอบของจองพารา (ปราสาทจำลองที่ใช้ในประเพณีออกพรรษา)
ปัจจุบัน งานปานซอยได้ผ่านการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการใช้งานไปสู่สิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ «โคมไฟปานซอย» ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
งานปานซอยและโคมไฟปานซอย ไม่เพียงแต่เป็นงานศิลปะที่สวยงาม แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความรุ่มรวยของวัฒนธรรมไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
ถึงแม้งานปานซอยจะมีการ Transit ไปสู่รูปแบบใหม่ๆ แต่ศิลปะนี้ก็กำลังเสี่ยงที่จะสูญหายไป เนื่องจากขาดการถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังและผู้ที่มีความรู้น้อยลง
ปัจจุบัน วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอนจึงมีการจัดกิจกรรมฝึกอบรมการทำปานซอยและโคมไฟปานซอย ให้กับนักเรียนและประชาชนทั่วไป เพื่อปลูกฝังความสนใจและช่วยกันอนุรักษ์งานศิลปะอันเก่าแก่นี้ไว้
หมู่บ้านต่อแพ ต.แม่เงา อ.ขุนยวม
ปลูกฝังทักษะหัตถศิลป์แก่คนรุ่นใหม่
ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมได้
โดยวิทยาลัยชุมชนแพร่
พลังแห่งปัญญาและพหุวัฒนธรรมสู่การสร้างสรรค์แบรนด์ชุมชนอย่างยั่งยืน
ความเป็นมา
นับตั้งแต่ พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบัน วิทยาลัยชุมชนแพร่ ได้ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากวิถีภูมิปัญญาและทรัพยากรของจังหวัดแพร่ ผ่านการเปิดตัวแบรนด์ “Phrae Rich” (แพร่ริช) ในการนำเสนอความรุ่มรวยของจังหวัดแพร่ในหลากมิติ โดยมีหัวใจหลักคือการผสาน “งานวิจัยเชิงพื้นที่” เข้ากับ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น” อย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งสร้างโมเดล “การศึกษาที่กินได้” ที่สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และบ่มเพาะความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิดให้แก่คนในชุมชน
ภายใต้การดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนแพร่ แบรนด์ Phrae Rich ได้ดึงศักยภาพจากทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างมหาศาล มาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยเริ่มต้นที่ บ้านแม่ตื้ด ต.แม่พุง อ.วังชิ้น และบ้านแม่พุงหลวง ต.แม่พุง อ.วังชิ้น เป็นการสะท้อนอัตลักษณ์ของพหุวัฒนธรรมผ่านโครงการความร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงซึ่งโดดเด่นด้วยมรดกงานฝีมือ ที่สืบทอดกันมานับร้อยปี ผลิตภัณฑ์ในคอลเล็กชัน Home & Lifestyle ภายใต้แบรนด์นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่สินค้า แต่คือการบอกเล่าเรื่องราว ของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูล ผ่านการใช้สีย้อมธรรมชาติจากป่าชุมชน อาทิ สีครามจากห้อม สีเหลืองมัสตาร์ดจากใบหูกวาง หรือสีชมพูโอลด์โรสจากรากยอป่า ซึ่งเป็นการยกระดับภูมิปัญญาดั้งเดิมให้มีความสากลและตอบโจทย์วิถีชีวิตสมัยใหม่
แบรนด์ Phrae Rich จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของวิทยาลัยชุมชนแพร่ ในการสร้างมาตรฐานสินค้าชุมชน (Standardization) ที่มีความน่าเชื่อถือและเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ชุมชนทั้งสองมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การดำเนินงานนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพียงผลกำไรในเชิงธุรกิจ แต่เป็นการวางรากฐานให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตามปรัชญา “Together for the Better and More Sustainable” เพื่อให้ความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของเมืองแพร่ ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นในฐานะมรดกที่มีมูลค่าและคุณค่าเหนือกาลเวลาสู่สายตาประชาคมโลกอย่างสง่างาม
ผู้สนใจติดต่อสั่งซื้อสินค้า Phrae Rich ได้ที่
Instagram: PhraeRich
Website: phraerich.com
Facebook: PhraeRich (แพร่ริช)
โดยวิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน
ชีวิตและจิตวิญญาณของชุมชน ถูกใช้ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ โดยมีความเชื่อว่าสามารถปกป้องคุ้มครองและเสริมสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่ ลวดลายที่ปรากฏบนเครื่องเงินล้วนสะท้อนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างลึกซึ้ง ที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และโลกแห่งจิตวิญญาณ
ความเป็นมา
บ้านละอูบ ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ท่ามกลางภูเขาสูงอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำและป่าดิบเขาที่สำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุมชนแห่งนี้เป็นถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์เลอเวือะหรือละว้า เป็นชุมชนคชาติพันธุ์ละว้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ผู้มีวิถีชีวิตเรียบง่าย ผูกพันกับธรรมชาติ และยึดถือความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษควบคู่กับศาสนาพุทธและคริสต์ อาชีพหลักของคนในชุมชนคือการเกษตรกรรม พร้อมทั้งมีอาชีพเสริมที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้า การปลูกกาแฟ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การทำเครื่องเงิน” ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า
เครื่องเงินละว้า ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและจิตวิญญาณของชุมชน ถูกใช้ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน พิธีกรรม และเทศกาล โดยมีความเชื่อว่าสามารถปกป้องคุ้มครองและเสริมสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่ ลวดลายที่ปรากฏบนเครื่องเงินล้วนสะท้อนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างลึกซึ้ง ทั้งลายธรรมชาติ ลายสัตว์ และลวดลายเชิงสัญลักษณ์ ที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และโลกแห่งจิตวิญญาณ
เครื่องเงินละว้าบ้านละอูบ จึงเป็นตัวแทนของการหลอมรวมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ การพัฒนาให้ก้าวสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จำเป็นต้องอาศัยการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่ม หากได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เครื่องเงินบ้านละอูบมีศักยภาพที่จะก้าวสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมในระดับสากล พร้อมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป
วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน ได้ศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับ “เครื่องเงินละว้าบ้านละอูบ” โดยมุ่งสำรวจคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นในหลากหลายมิติ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม กระบวนการผลิต ตลอดจนแนวทางการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ผ่าน “โครงการจัดการความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเพื่อยกระดับสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ระยะเวลา 5 ปี โดยใช้กระบวนการศึกษาที่หลากหลาย ทั้งการศึกษาจากเอกสาร การลงพื้นที่ภาคสนาม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม สัมภาษณ์เชิงลึก และดำเนินกิจกรรมสำคัญหลายประการ อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นและปราชญ์ชุมชน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567
ผลการดำเนินงานพบว่า เครื่องเงินละว้าบ้านละอูบถือเป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์เลอเวือะ มีบทบาททั้งในด้านความเชื่อ พิธีกรรม และเศรษฐกิจของชุมชน อีกทั้งยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน จึงได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการทำกำไลเกลียวและแหวนสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้สนใจ สร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อสืบสานองค์ความรู้การทำเครื่องเงินสู่กลุ่มเด็กและเยาวชน ยังผลให้ปัจจุบันมีผู้สืบทอดจำนวน 20 คน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์ท้องถิ่นและสามารถเข้าสู่ตลาดใหม่ ตลอดจนการเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชน
อย่างไรก็ตาม ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบัน ความสนใจของเยาวชนในการเรียนรู้และสืบทอดงานเครื่องเงินเริ่มลดลง ส่งผลให้การสืบทอดองค์ความรู้ขาดความต่อเนื่อง การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงคุณค่าในรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดการสืบสาน ต่อยอด และพัฒนาไปสู่การสร้างอาชีพและรายได้ในอนาคต
เรื่องราวของเครื่องเงินละว้าบ้านละอูบ
จึงไม่ใช่เพียงการรักษางานหัตถศิลป์ดั้งเดิม
แต่คือการต่อยอด “รากวัฒนธรรม” ให้เติบโตเป็น พลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์”
ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชุมชนไว้อย่างงดงามและยั่งยืน
สืบสานศาสตร์พระราชา
และพระราชดำริด้านศิลปาชีพ
โดยวิทยาลัยชุมชนนราธิวาส
ดำเนินงานภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานรากลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบ
แหล่งที่มา: ข่าวในพระราชสำนัก ประจำวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
ความเป็นมาและสินค้า
นราธิวาสเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่เป็นพื้นที่ทรงงานหลักของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากจังหวัดที่ประชากรยากจนจำนวนมากและมีข้อจำกัดทางกายภาพเรื่อง “ดินน้ำเปรี้ยว” เป็นอุปสรรคต่อเกษตรกรรม สมเด็จพระพันปีหลวงจึงทรงมีพระราชดำริส่งเสริมให้คนไทยในภูมิภาคต่าง ๆ ผลิตงานด้านศิลปหัตถกรรมเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลัก และต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๑๙ ทรงจัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ในจังหวัดนราธิวาส ทรงเริ่มส่งเสริมการทอผ้า การจักสาน “กระจูด” จนเกิดเป็นกลุ่มศิลปาชีพที่สร้างรายได้มั่นคง ครอบคลุม 4 อำเภอในปัจจุบัน
วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส ดำเนินบทบาทเป็นสถาบันการศึกษาเพื่อท้องถิ่นได้น้อมนำภารกิจสืบสานพระราชดำรินี้อย่างจริงจัง โดยมีกลไกสำคัญคือว่าที่ร้อยโท ดิลก ศิริวัลลภ กรรมการสภาวิทยาลัยผู้เคยปฏิบัติหน้าที่ล่ามภาษามลายูประจำพระองค์ ร่วมขับเคลื่อนพันธกิจนี้
วิทยาลัยนำแนวทางดังกล่าวมาขยายผลผ่านกระบวนการวิจัยและหลักสูตรพัฒนาทักษะเชิงพื้นที่ ผ่านการจัดการความรู้และงานวิจัยเชิงพื้นที่และทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางการจัดการความรู้” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ซึ่งมีการบูรณาการงานวิจัยเชิงพื้นที่เข้ากับการจัดหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์กระจูดให้มีความสร้างสรรค์และร่วมสมัย กระบวนการพัฒนาดังกล่าวเน้นการถอดรหัสอัตลักษณ์ชุมชนผสานเข้ากับนวัตกรรมการออกแบบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายฐานการตลาดสู่ระดับสากล พร้อมทั้งสร้างกลไกการเรียนรู้ที่ให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อาทิ โครงการวิจัยการยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระจูด: กรณีศึกษากลุ่มจักสานกระจูดจังหวัดนราธิวาส พ.ศ.2562, โครงการวิจัยการสำรวจผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากกระจูดของชุมชนหัตถกรรมจักสานในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส พ.ศ.2565, โครงการการศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนเพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว กรณีศึกษา ชุมชนท่องเที่ยววัดชลธาราสิงเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส พ.ศ.2566 และผลงานทางวิชาการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการธำรงไว้ซึ่งมรดกภูมิปัญญาเพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนและธำรงมรดกทางวัฒนธรรมของราษฎรในพื้นที่อย่างยั่งยืนสืบไป
โครงการวิจัยที่วิทยาลัยชุมชนนราธิวาสดำเนินการร่วมกับคณะมัณฑณศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปีพ.ศ.2565 ได้เปลี่ยนรูปแบบการสานแบบเดิม ๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นกระเป๋า กระบุงที่ทุกคนสานเหมือนกัน ไปสู่รูปทรงใหม่ร่วมสมัย ที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่นเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟซึ่งมีราคาที่สูงกว่า ออกแบบลวดลายที่ทันสมัย นักวิจัยมาเปิดโลกใบใหม่ ท้าทายให้พัฒนางาน ด้วยความเข้าใจสีสัน การจัดลวดลายให้เข้ากับรูปแบบผลิตภัณฑ์ และสนใจความต้องการของตลาดมากขึ้น องค์ความรู้ที่เกิดจากงานวิจัยทำให้รู้จักสานผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมียอดซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีนายนัสรูน ซิแต ประธานกลุ่มสานกระจูดโคกพะยอมได้รับยอดสั่งทำนกเงือกด้วยกระจูดเพื่อตกแต่งร้าน Dior Gold House เมื่อข่าวสามมิติไปสัมภาษณ์ออกโทรทัศน์ ก็กลายเป็นคนดังในจังหวัด ต่อมาในปีพ.ศ.2568 ความทราบถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับนัสรูนให้ทำงานถวาย นัสรูนจึงกลายเป็นครูศิลปาชีพที่อายุน้อยที่สุด
โดยวิทยาลัยชุมชนสงขลา
ดำเนินงานภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานรากลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบ
ความเป็นมา
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบสงขลา ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา มีสมาชิกกลุ่ม ประมาณ 20 คนร่วมตัวขึ้นจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไข่ครอบจำหน่ายในชื่อ “ไข่ครอบแฝดสยาม” เป็นผลิตภัณฑ์ประมงพื้นบ้านที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่นในพื้นที่มาอย่างยาวนาน มีรายได้ต่อเนื่องทุกเดือน โดย กระบวนการทำผลิตภัณฑ์ไข่ครอบนี้ใช้ไข่เป็ดเป็นวัตถุดิบหลัก โดยใช้ส่วนของไข่แดงจากไข่เป็ดมาทำไข่ครอบ 100% จึงทำให้มีไข่ขาวเหลือใช้เป็นจำนวนมาก โดยเฉลี่ยเดือนละ 200-300 กิโลกรัม แม้สามารถจำหน่ายไข่ขาว ในตลาดชุมชน และคนรักษ์สุขภาพ ได้ในราคากิโลกรัมละ 30 บาท แต่ก็ยังมีเหลือจำนวนมาก
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบสงขลาจึงสนใจที่ต้องการเพิ่มมูลค่าจากวัตถุดิบไข่ขาวให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับกลุ่ม อีกทั้งไข่ขาวก็เป็นแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสูงและมีคุณประโยชน์อื่น ๆ มีมากมาย จึงได้ประสานกับวิทยาลัยชุมชนสงขลาเพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไข่ขาว ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้นได้ รวมทั้งพัฒนาสถานที่ผลิตเป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาการทำไข่ครอบ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไข่ขาว ให้แก่นักท่องเที่ยว ผู้ที่สนใจ
วิทยาลัยชุมชนสงขลาร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบสงขลายังมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไข่ขาวอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับไข่ขาว และสร้างรายได้ เศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน โดยจัดกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไข่ขาว ภายใต้การยกระดับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไข่ขาวเศษวัสดุเหลือใช้จากการผลิตไข่ครอบบนฐานทุนทรัพยากรและภูมิปัญญาอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจากการศึกษาถึงคุณประโยชน์ของไข่ขาวสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ไส้กรอกไข่ขาว
ผลการศึกษาคือผลิตภัณฑ์ไส้กรอกไข่ขาวซึ่งได้พัฒนาเป็นเมนูทางเลือกคนรักษ์สุขภาพ จำนวน 6 รายการซึ่งทานได้ทุกเพศ ทุกวัย สะดวกง่ายต่อการรับประทาน และมีประโยชน์มาก

ไส้กรอกไข่ขาวผัดซอสไข่ครอบราดข้าว

ไข่ยัดไส้

ยำไส้กรอกไข่ขาว

แซนวิชไส้กรอกไข่ขาว

ไส้กรอกไข่ขาวทรงเครื่องน้ำแดง

เมี่ยงก๋วยเตี๋ยวลุยสวน








