ผลิตภัณฑ์สมุนไพร
(ยาพอกตา-ยาพอกเข่า)

โดยวิทยาลัยชุมชนตาก

ยาพอกตา และยาพอกเข่า(สูตรร้อน)   ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ใช้ในสถานพยาบาลฯ โดยการนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาปรุงด้วยกรรมวิธีการผลิตด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย โดยแพทย์แผนไทยของสถานพยาบาลปรุงและผลิตในห้องผลิตสมุนไพรของทางสถานพยาบาลฯ

  ความเป็นมา

    วิทยาลัยชุมชนตากจัดการศึกษาด้านสุขภาพตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 โดยมีแนวคิดในการสร้างเขื่อนสุขภาพหรือ “Health Dam” เพื่อสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและเศรษฐกิจให้กับชุมชน ได้ดำเนินพันธกิจสำคัญในการแก้ไขปัญหาสุขภาวะชายแดนและความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุขสำหรับประชากรกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า โดยมีการจัดการศึกษาหลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทย และอนุปริญญาสาธารณสุขชุมชน พร้อมทั้งจัดการศึกษาในหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 372 ชั่วโมง หลักสูตรฝึกอบรมนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง และนวดฝ่าเท้า 60 ชั่วโมง

    วิทยาลัยชุมชนตากได้รับการรับรองจากสภาการแพทย์แผนไทยให้เป็นสถาบันถ่ายทอดความรู้ การฝึกอบรมในหลักสูตรวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ครบทั้ง 4 ด้านได้แก่ ด้านเวชกรรมไทย ด้านเภสัชกรรมไทย ด้านผดุงครรภ์ไทยและด้านนวดไทย รวมทั้งได้รับการรองให้เป็นสถานบันฝึกอบรมในหลักสูตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 372 ชั่วโมงด้วย

    ปัจจุบัน (ปีการศึกษา 2568) หลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทย เป็นรุ่นที่ 15 และหลักสูตรอนุปริญญาสาธารณสุขชุมชนปัจจุบันรุ่นที่ 17 มีผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้วจำนวนทั้งสิ้น 882 คน จากสถิติทั้งสองหลักสูตรมีผู้เรียนเดินทางมาจากต่างจังหวัดมาเรียนที่วิทยาลัยชุมชนตากจำนวนรวม 41 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ53ของจังหวัดประเทศไทย

    ความโดดเด่นหลักสูตรอนุปริญญาการแพทย์แผนไทยของวิทยาลัยชุมชนตากคือ ที่นี่มีสถานพยาบาลการแพทย์แผนไทย เป็นสถานที่เรียนและเป็นสถานที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ มีห้องปฏิบัติการ ห้องผลิตยาสมุนไทยเพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานที่จริง  อีกสิ่งที่เป็นจุดเด่นที่มีความแตกต่าง คือ นักศึกษาที่จบจากวิทยาลัยชุมชนตาก จะได้รับใบอนุปริญญาบัตรและยังจะได้ใบประกาศนียบัตรครบทั้ง 4 ด้านของศาสตร์แพทย์แผนไทย ได้แก่ด้านเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย นวดไทยและผดุงครรภ์ไทย ซึ่งผู้เรียนสามารถนำใบประกาศนียบัตรทั้ง 4 ด้านไปสอบใบประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทยได้ 

ผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ยาพอกตา-ยาพอกเข่า)

สถานพยาบาลการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยชุมชนตากได้ผลิตยาพอกตา และยาพอกเข่า(สูตรร้อน) ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ใช้ในสถานพยาบาลฯโดยการนำสมุนไพรในท้องถิ่นมาปรุงด้วยกรรมวิธีการผลิตด้วยศาสตร์แพทย์แผนไทย โดยแพทย์แผนไทยของสถานพยาบาลปรุงและผลิตในห้องผลิตสมุนไพรของทางสถานพยาบาลฯ

1. ยาพอกตา

ยาพอกตา หรือการประคบดวงตาด้วยสมุนไพร เป็นศาสตร์ทางแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นวิธีทางธรรมชาติเพื่อช่วยผ่อนคลายดวงตา ลดอาการเหนื่อยล้า ลดบวม หรือลดรอยคล้ำรอบดวงตา โดยจะใช้พอกหรือประคบบนเปลือกตาที่ปิดสนิท 

สรรพคุณ

  1. ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน ช่วยลดอาการปวดกระบอกตาเหมาะสำหรับผู้ที่จ้องโทรศัพท์หรืออยู่หน้าคอมพิวเตอร์นานๆ
  2. ช่วยลดความดันในลูกตา ลดความเมื่อยล้าในตา 
  3. ช่วยลดอาการปวดศีรษะและไมเกรนได้
  4. แก้ตาพร่า ตาลาย ตาแห้ง น้ำในตาน้อย

ส่วนประกอบ

  1. ผงฟ้าทะลายโจร
  2. ผงลูกกระดอม
  3. ผงบอระเพ็ด
  4. ไข่เป็ด (ใช้เฉพาะไข่ขาว)

อุปกรณ์

  1. ถ้วยสำหรับผสมยา
  2. ช้อนคนยา
  3. ผ้าก๊อซหรือสำลีแผ่น

วิธีทำ

  • ผสมผงยาเข้าด้วยกัน แล้วผสมกับไข่ขาวเป็ด คนจนเป็นเนื้อเดียวกัน (ไม่ให้เหลวหรือข้นจนเกินไป)

วิธีใช้

  • นำผ้าก๊อซหรือสำลีแบบแผ่นมาวางบนเปลือกตา จากนั้นนำสมุนไพรโปะบนสำลี ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที หรือจนยาแห้ง จึงเอาสำลีออก

ข้อควรระวัง

  1. ระวังอย่าให้เข้าตา 
  2. ระวังในผู้แพ้สมุนไพร
  3. หากมีอาการปวดตา ตาแดง ตาอักเสบรุนแรง หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ควรปรึกษาจักษุแพทย์

2. ยาพอกเข่า (สูตรร้อน)

เป็นศาสตร์ทางแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาชาวบ้านที่นิยมใช้กันมากเพื่อบรรเทาอาการปวดเข่า ข้อเข่าเสื่อม เข่าบวม หรืออาการอักเสบจากการใช้งานและเล่นกีฬา โดยการใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ระงับปวดและลดการอักเสบมาตำหรือบดแล้วพอกบริเวณหัวเข่า

สรรพคุณ

  1. ดูดลมในข้อช่วยลดอาการปวด ตึง และขัดบริเวณข้อเข่าลดอาการบวมและอักเสบของกล้ามเนื้อและเอ็นรอบ เข่ากระตุ้นการไหลเวียนโลหิตบริเวณข้อเข่า 
  2. บรรเทาอาการปวดในข้อ
  3. บรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อม 
  4. เพิ่มการไหลเวียนของเลือด 
  5. ช่วยลดอาการติดขัดของข้อ 
  6. ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น

ส่วนประกอบ

  1. ผงดองดึง
  2. แป้งข้าวเจ้า
  3. น้ำขิงคั้นสด

อุปกรณ์

  1. ถ้วยสำหรับผสมยา
  2. ช้อนคนยา

วิธีทำ

  • นำผงยาพอกผสมกับน้ำขิงคั้นสด คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน (ไม่ให้เหลวหรือข้นจนเกินไป) 

วิธีใช้

  • นำยาไปพอกบริเวณข้อที่รู้สึกปวดประมาณ 20-30 นาที หรือจนกว่ายาจะแห้ง แล้วเช็ดออกให้สะอาด

ข้อควรระวัง

  1. ห้ามพอกยาบริเวณที่เป็นแผลเปิด 
  2. บริเวณผิวหนังที่มีการติดเชื้อหรือแผลเรื้อรัง

โมเดล “CBMC น่าน“

โดยวิทยาลัยชุมชนน่าน

สร้างชุมชนพึ่งตนเอง ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

  ความเป็นมา

    วิทยาลัยชุมชนน่านขับเคลื่อนโครงการ “การใช้แพลตฟอร์ม Community Business Model Canvas (CBMC)” ในพื้นที่จังหวัดน่าน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ครอบคลุมพื้นที่ต้นแบบจำนวน 10 ชุมชน ในโซนเหนือ โซนกลาง และโซนใต้ของจังหวัดน่าน

    โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนแนวคิดของชุมชนจากการพึ่งพา “เงินทุน” ไปสู่การใช้ “ทุนชุมชน” เป็นฐานสำคัญในการพัฒนา ทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศักยภาพของคนในพื้นที่ ควบคู่กับการเสริมสร้าง Mindset, Toolset และ Skillset ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจชุมชน

    การดำเนินงานใช้กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ผ่าน 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การสำรวจศักยภาพพื้นที่ การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล Line OA “TBMC-NAN” การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การบ่มเพาะผู้ประกอบการต้นแบบ และการสรุปบทเรียนเพื่อขยายผลสู่สาธารณะ

    ผลจากการดำเนินโครงการ ก่อให้เกิดแผนธุรกิจชุมชนต้นแบบจำนวน 10 แผน ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ อาทิ ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ อาหารแปรรูป สิ่งทอ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และเปิดโอกาสในการขยายธุรกิจของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    “CBMC น่าน” นับเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ที่บูรณาการองค์ความรู้ การลงมือปฏิบัติ และความร่วมมือของภาคีเครือข่ายเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) พร้อมต่อยอดสู่การขยายผล เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด

โดยสาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร

จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด

โดย สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร

จากแสงอาทิตย์สู่รังสีอินฟาเรด นวัตกรรมเครื่องอบแห้งเพื่อเกษตรกรไทย ที่ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลา ปลอดภัยจากแมลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนการแปรรูปพืชผักและสมุนไพรให้มีมาตรฐาน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน

  ความเป็นมา

    กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย

กระบวนการถนอมอาหารและการอบแห้งวัตถุดิบทางการเกษตรในชุมชนชนบทของไทยยังคงพึ่งพาการตากแดดตามธรรมชาติเป็นหลักมาอย่างช้านาน แม้วิธีการดังกล่าวจะไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน แต่กลับมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพผลผลิตโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและปริมาณแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ระยะเวลาในการทำแห้งที่ยาวนาน ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจากฝุ่นละออง แมลง และสิ่งสกปรกในสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสูญเสียสารสำคัญและคุณค่าทางโภชนาการของผลผลิตระหว่างกระบวนการ ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อคุณภาพของสินค้า แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อรายได้และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย

    ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม

    ด้วยตระหนักถึงปัญหาและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง สาขาวิชาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยชุมชนพิจิตร จึงได้ริเริ่มคิดค้นและพัฒนา “เครื่องอบพลังงานแสงอาทิตย์และอินฟาเรด” ขึ้น โดยบูรณาการเทคโนโลยีพลังงานทดแทน 2 ระบบเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ ระบบอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในส่วนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ให้ความร้อนและกำจัดความชื้นเบื้องต้น และระบบให้ความร้อนด้วยรังสีอินฟาเรดในส่วนที่ 2 ซึ่งทำงานด้วยพลังงานไฟฟ้า ทั้งสองส่วนสามารถแยกการใช้งานออกจากกันได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานมีความยืดหยุ่นในการเลือกใช้ตามความเหมาะสมของวัตถุดิบและสภาพแวดล้อม

    นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป

          นอกเหนือจากการให้ความร้อนเพื่ออบแห้งแล้ว รังสีอินฟาเรดยังมีคุณสมบัติพิเศษที่โดดเด่นในการกำจัดมอดและแมลงที่แฝงตัวอยู่ในเมล็ดพืช เช่น เมล็ดข้าว โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสารเคมีใด ๆ ซึ่งช่วยยกระดับมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยของผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยลดความชื้นในสมุนไพรได้อย่างสม่ำเสมอและทั่วถึง ส่งผลให้วัตถุดิบมีคุณภาพสูงและได้มาตรฐานเพียงพอสำหรับการนำไปแปรรูปในขั้นตอนต่อไป

    เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

       เครื่องดังกล่าวได้นำไปทดลองใช้จริงกับกลุ่มเกษตรกร หมู่ที่ 11 ตำบลวังงิ้ว อำเภอดงเจริญ จังหวัดพิจิตร สำหรับการอบแห้งพืชผัก ผลไม้ และสมุนไพรในชุมชน รวมถึงสนับสนุนการเตรียมวัตถุดิบสมุนไพรของโรงพยาบาลทับคล้อ เพื่อส่งต่อเข้าสู่กระบวนการผลิตยาสมุนไพรอย่างมีมาตรฐาน นับเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษา ผสานกับความเข้าใจบริบทของชุมชนอย่างลึกซึ้ง ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศ และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ปานซอย
หัตถศิลป์แม่ฮ่องสอน

วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน

เลื่อนลงเพื่ออ่าน

ในดินแดนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ซึ่งวัฒนธรรมไทใหญ่ฝังรากลึก «ปานซอย» หรือ «การต้องลายปานซอย» เป็นหัตถศิลป์ประเภทหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ สะท้อนความประณีตของช่างฝีมือพื้นถิ่น ซึ่งวิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอนเข้าไปที่ชุมชนวัดต่อแพ หมู่บ้านต่อแพ ต.แม่เงา อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน

5 ปีที่ดำเนินการ
ต่อเนื่อง (พ.ศ. 2565–2569)
100% งานฝีมือ
ทำด้วยมือทุกชิ้น
∞ มรดกทางวัฒนธรรม
ที่สืบทอดต่อไป
01

ความหมายและรากฐาน

«ปาน» หมายถึง แผ่นโลหะ และ «ซอย» หมายถึง การฉลุหรือตัดให้เป็นลวดลาย — ศิลปะแห่งการสร้างลวดลายโปร่งแสงบนโลหะด้วยค้อนและสิ่ว

«ปานซอย» เป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้เรียกศิลปะการฉลุลายลงบนแผ่นโลหะ งานศิลปะนี้มีประวัติยาวนาน โดยเป็นการเขียนลวดลายที่อ่อนช้อยและมีมิติลงบนแผ่นโลหะ จากนั้นจึงใช้ค้อนและสิ่วตอกลงบนแผ่นโลหะเหล่านั้นทีละจุด จนกลายเป็นลวดลายฉลุที่โปร่งแสงและสวยงาม

ช่างผู้ทำต้องมีความชำนาญและสมาธิสูงมาก เนื่องจากงานทุกชิ้นทำด้วยมือทั้งหมดโดยไม่มีเครื่องจักรเข้ามาเกี่ยวข้อง

แรงบันดาลใจจากลวดลาย:

ลายเครือเถา ลายดอกไม้ สัตว์หิมพานต์ ลายพุทธศิลป์ ลายธรรมชาติ
02

วัสดุที่เปลี่ยนไป

การเปลี่ยนผ่านของวัสดุ คือส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการที่ทำให้ปานซอยคงอยู่ได้ในยุคปัจจุบัน

อดีต
⚙️

สังกะสี

วัสดุดั้งเดิมที่หาได้ง่ายและมีราคาไม่แพง แต่มีข้อเสียคือเป็นสนิมได้ง่ายเมื่อถูกความชื้น ทำให้งานศิลปะเสื่อมสภาพเร็ว

ปัจจุบัน
✨

อะลูมิเนียม

ไม่เป็นสนิม น้ำหนักเบา และมีความแวววาวมากกว่าสังกะสี ทำให้งานปานซอยมีความทนทานและสวยงามมากยิ่งขึ้น

ทางเลือก
🌿

ไม้ & กระดาษ

วัสดุทางเลือกที่สามารถนำมาใช้ฉลุลายปานซอยได้เช่นกัน เปิดมิติใหม่ของการสร้างสรรค์งานศิลป์

03

โคมไฟปานซอย

หนึ่งในรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันคือ «โคมไฟปานซอย» — การนำแผ่นโลหะที่ฉลุลายแล้วมาประกอบเป็นรูปทรงโคมไฟ

เมื่อเปิดไฟ แสงจะลอดผ่านรอยฉลุ ทำให้เกิดลวดลายที่สวยงามบนผนังและเพดาน สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและมีเสน่ห์เป็นเอกลักษณ์

ทรงที่นิยม: ทรงกระบอก · ทรงเหลี่ยม · ทรงแฉกรูปดาว · ทรงดอกไม้

ช่างปานซอย
โคมไฟปานซอย
ผลงานปานซอย
04

การใช้งานในอดีตและปัจจุบัน

ยุคดั้งเดิม — ตกแต่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

ในอดีต งานปานซอยเป็นที่นิยมในการประดับตกแต่ง วัดวาอาราม (วัดจองกลาง วัดจองคำ วัดต่อแพ) ซุ้มเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน หรือบ้านเรือนของเจ้าขุนมูลนาย เพื่อแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองและความศรัทธา

ตุงเหล็ก & จองพารา

งานปานซอยนำมาใช้เป็น «ตุงเหล็ก» หรือ «ตุงตอง» (ธงโลหะ) และเป็นส่วนประกอบของจองพารา (ปราสาทจำลองที่ใช้ในประเพณีออกพรรษา)

ปัจจุบัน — Transit สู่ชีวิตประจำวัน

ปัจจุบัน งานปานซอยได้ผ่านการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการใช้งานไปสู่สิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะ «โคมไฟปานซอย» ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

05

การอนุรักษ์และการสืบทอด

งานปานซอยและโคมไฟปานซอย ไม่เพียงแต่เป็นงานศิลปะที่สวยงาม แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงความรุ่มรวยของวัฒนธรรมไทใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ถึงแม้งานปานซอยจะมีการ Transit ไปสู่รูปแบบใหม่ๆ แต่ศิลปะนี้ก็กำลังเสี่ยงที่จะสูญหายไป เนื่องจากขาดการถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลังและผู้ที่มีความรู้น้อยลง

ปัจจุบัน วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอนจึงมีการจัดกิจกรรมฝึกอบรมการทำปานซอยและโคมไฟปานซอย ให้กับนักเรียนและประชาชนทั่วไป เพื่อปลูกฝังความสนใจและช่วยกันอนุรักษ์งานศิลปะอันเก่าแก่นี้ไว้

🏛️

ชุมชนวัดต่อแพ

หมู่บ้านต่อแพ ต.แม่เงา อ.ขุนยวม

🎓

อบรมนักเรียน

ปลูกฝังทักษะหัตถศิลป์แก่คนรุ่นใหม่

🌏

เปิดสู่สาธารณะ

ประชาชนทั่วไปเข้าร่วมได้

Phrae Rich (แพร่ริช)

โดยวิทยาลัยชุมชนแพร่

พลังแห่งปัญญาและพหุวัฒนธรรมสู่การสร้างสรรค์แบรนด์ชุมชนอย่างยั่งยืน

  ความเป็นมา

  นับตั้งแต่ พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบัน วิทยาลัยชุมชนแพร่ ได้ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากวิถีภูมิปัญญาและทรัพยากรของจังหวัดแพร่ ผ่านการเปิดตัวแบรนด์ “Phrae Rich” (แพร่ริช) ในการนำเสนอความรุ่มรวยของจังหวัดแพร่ในหลากมิติ โดยมีหัวใจหลักคือการผสาน “งานวิจัยเชิงพื้นที่” เข้ากับ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น” อย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งสร้างโมเดล “การศึกษาที่กินได้” ที่สามารถสร้างงาน สร้างอาชีพ และบ่มเพาะความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิดให้แก่คนในชุมชน

  ภายใต้การดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนแพร่ แบรนด์ Phrae Rich ได้ดึงศักยภาพจากทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างมหาศาล มาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยเริ่มต้นที่ บ้านแม่ตื้ด ต.แม่พุง อ.วังชิ้น และบ้านแม่พุงหลวง ต.แม่พุง อ.วังชิ้น เป็นการสะท้อนอัตลักษณ์ของพหุวัฒนธรรมผ่านโครงการความร่วมมือกับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงซึ่งโดดเด่นด้วยมรดกงานฝีมือ ที่สืบทอดกันมานับร้อยปี ผลิตภัณฑ์ในคอลเล็กชัน Home & Lifestyle ภายใต้แบรนด์นี้ จึงไม่ใช่เพียงแค่สินค้า แต่คือการบอกเล่าเรื่องราว ของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเกื้อกูล ผ่านการใช้สีย้อมธรรมชาติจากป่าชุมชน อาทิ สีครามจากห้อม สีเหลืองมัสตาร์ดจากใบหูกวาง หรือสีชมพูโอลด์โรสจากรากยอป่า ซึ่งเป็นการยกระดับภูมิปัญญาดั้งเดิมให้มีความสากลและตอบโจทย์วิถีชีวิตสมัยใหม่

  แบรนด์ Phrae Rich จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของวิทยาลัยชุมชนแพร่ ในการสร้างมาตรฐานสินค้าชุมชน (Standardization) ที่มีความน่าเชื่อถือและเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ชุมชนทั้งสองมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การดำเนินงานนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพียงผลกำไรในเชิงธุรกิจ แต่เป็นการวางรากฐานให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ตามปรัชญา “Together for the Better and More Sustainable” เพื่อให้ความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและธรรมชาติของเมืองแพร่ ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นในฐานะมรดกที่มีมูลค่าและคุณค่าเหนือกาลเวลาสู่สายตาประชาคมโลกอย่างสง่างาม

ผู้สนใจติดต่อสั่งซื้อสินค้า Phrae Rich ได้ที่

Instagram: PhraeRich

Website: phraerich.com

เครื่องเงินละว้าบ้านละอูบ

โดยวิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน

ชีวิตและจิตวิญญาณของชุมชน ถูกใช้ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ  โดยมีความเชื่อว่าสามารถปกป้องคุ้มครองและเสริมสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่ ลวดลายที่ปรากฏบนเครื่องเงินล้วนสะท้อนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างลึกซึ้ง ที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และโลกแห่งจิตวิญญาณ

  ความเป็นมา

  บ้านละอูบ ตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ท่ามกลางภูเขาสูงอันอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำและป่าดิบเขาที่สำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุมชนแห่งนี้เป็นถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์เลอเวือะหรือละว้า เป็นชุมชนคชาติพันธุ์ละว้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย  ผู้มีวิถีชีวิตเรียบง่าย ผูกพันกับธรรมชาติ และยึดถือความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษควบคู่กับศาสนาพุทธและคริสต์ อาชีพหลักของคนในชุมชนคือการเกษตรกรรม พร้อมทั้งมีอาชีพเสริมที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการทอผ้า การปลูกกาแฟ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การทำเครื่องเงิน” ซึ่งถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า

  เครื่องเงินละว้า ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและจิตวิญญาณของชุมชน ถูกใช้ในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เช่น งานแต่งงาน พิธีกรรม และเทศกาล โดยมีความเชื่อว่าสามารถปกป้องคุ้มครองและเสริมสิริมงคลแก่ผู้สวมใส่ ลวดลายที่ปรากฏบนเครื่องเงินล้วนสะท้อนอัตลักษณ์ชาติพันธุ์อย่างลึกซึ้ง ทั้งลายธรรมชาติ ลายสัตว์ และลวดลายเชิงสัญลักษณ์ ที่สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ธรรมชาติ และโลกแห่งจิตวิญญาณ

  เครื่องเงินละว้าบ้านละอูบ จึงเป็นตัวแทนของการหลอมรวมระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและศิลปวัฒนธรรมที่มีคุณค่า ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ การพัฒนาให้ก้าวสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์จำเป็นต้องอาศัยการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบ การมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน เพื่อรักษาอัตลักษณ์ดั้งเดิมควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่ม หากได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม เครื่องเงินบ้านละอูบมีศักยภาพที่จะก้าวสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรมในระดับสากล พร้อมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป

  วิทยาลัยชุมชนแม่ฮ่องสอน ได้ศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับ “เครื่องเงินละว้าบ้านละอูบ” โดยมุ่งสำรวจคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นในหลากหลายมิติ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม กระบวนการผลิต ตลอดจนแนวทางการต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน ผ่าน “โครงการจัดการความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเพื่อยกระดับสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ระยะเวลา 5 ปี โดยใช้กระบวนการศึกษาที่หลากหลาย ทั้งการศึกษาจากเอกสาร การลงพื้นที่ภาคสนาม การสังเกตแบบมีส่วนร่วม สัมภาษณ์เชิงลึก และดำเนินกิจกรรมสำคัญหลายประการ อาทิ การจัดทำฐานข้อมูลภูมิปัญญาท้องถิ่นและปราชญ์ชุมชน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567

  ผลการดำเนินงานพบว่า เครื่องเงินละว้าบ้านละอูบถือเป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สำคัญของกลุ่มชาติพันธุ์เลอเวือะ มีบทบาททั้งในด้านความเชื่อ พิธีกรรม และเศรษฐกิจของชุมชน อีกทั้งยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน จึงได้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการทำกำไลเกลียวและแหวนสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้สนใจ สร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อสืบสานองค์ความรู้การทำเครื่องเงินสู่กลุ่มเด็กและเยาวชน ยังผลให้ปัจจุบันมีผู้สืบทอดจำนวน 20 คน รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเอกลักษณ์ท้องถิ่นและสามารถเข้าสู่ตลาดใหม่ ตลอดจนการเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชน

  อย่างไรก็ตาม ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบัน ความสนใจของเยาวชนในการเรียนรู้และสืบทอดงานเครื่องเงินเริ่มลดลง ส่งผลให้การสืบทอดองค์ความรู้ขาดความต่อเนื่อง การปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงคุณค่าในรากเหง้าทางวัฒนธรรมของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดการสืบสาน ต่อยอด และพัฒนาไปสู่การสร้างอาชีพและรายได้ในอนาคต

เรื่องราวของเครื่องเงินละว้าบ้านละอูบ

จึงไม่ใช่เพียงการรักษางานหัตถศิลป์ดั้งเดิม
แต่คือการต่อยอด “รากวัฒนธรรม” ให้เติบโตเป็น พลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์”
ที่เชื่อมโยงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชุมชนไว้อย่างงดงามและยั่งยืน

สืบสานศาสตร์พระราชา
และพระราชดำริด้านศิลปาชีพ

โดยวิทยาลัยชุมชนนราธิวาส

ดำเนินงานภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานรากลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบ

แหล่งที่มา: ข่าวในพระราชสำนัก ประจำวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569

  ความเป็นมาและสินค้า

  นราธิวาสเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่เป็นพื้นที่ทรงงานหลักของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากจังหวัดที่ประชากรยากจนจำนวนมากและมีข้อจำกัดทางกายภาพเรื่อง “ดินน้ำเปรี้ยว” เป็นอุปสรรคต่อเกษตรกรรม สมเด็จพระพันปีหลวงจึงทรงมีพระราชดำริส่งเสริมให้คนไทยในภูมิภาคต่าง ๆ ผลิตงานด้านศิลปหัตถกรรมเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากการเกษตร ซึ่งเป็นอาชีพหลัก และต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๑๙ ทรงจัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ในจังหวัดนราธิวาส ทรงเริ่มส่งเสริมการทอผ้า การจักสาน “กระจูด” จนเกิดเป็นกลุ่มศิลปาชีพที่สร้างรายได้มั่นคง ครอบคลุม 4 อำเภอในปัจจุบัน

  วิทยาลัยชุมชนนราธิวาส ดำเนินบทบาทเป็นสถาบันการศึกษาเพื่อท้องถิ่นได้น้อมนำภารกิจสืบสานพระราชดำรินี้อย่างจริงจัง โดยมีกลไกสำคัญคือว่าที่ร้อยโท ดิลก ศิริวัลลภ กรรมการสภาวิทยาลัยผู้เคยปฏิบัติหน้าที่ล่ามภาษามลายูประจำพระองค์ ร่วมขับเคลื่อนพันธกิจนี้

  วิทยาลัยนำแนวทางดังกล่าวมาขยายผลผ่านกระบวนการวิจัยและหลักสูตรพัฒนาทักษะเชิงพื้นที่ ผ่านการจัดการความรู้และงานวิจัยเชิงพื้นที่และทำหน้าที่เป็น “ศูนย์กลางการจัดการความรู้” มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ซึ่งมีการบูรณาการงานวิจัยเชิงพื้นที่เข้ากับการจัดหลักสูตรฝึกอบรม เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์กระจูดให้มีความสร้างสรรค์และร่วมสมัย กระบวนการพัฒนาดังกล่าวเน้นการถอดรหัสอัตลักษณ์ชุมชนผสานเข้ากับนวัตกรรมการออกแบบ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายฐานการตลาดสู่ระดับสากล พร้อมทั้งสร้างกลไกการเรียนรู้ที่ให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อาทิ โครงการวิจัยการยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมกระจูด: กรณีศึกษากลุ่มจักสานกระจูดจังหวัดนราธิวาส พ.ศ.2562, โครงการวิจัยการสำรวจผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์จากกระจูดของชุมชนหัตถกรรมจักสานในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส พ.ศ.2565, โครงการการศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนเพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว กรณีศึกษา ชุมชนท่องเที่ยววัดชลธาราสิงเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส พ.ศ.2566 และผลงานทางวิชาการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นการธำรงไว้ซึ่งมรดกภูมิปัญญาเพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนและธำรงมรดกทางวัฒนธรรมของราษฎรในพื้นที่อย่างยั่งยืนสืบไป

  โครงการวิจัยที่วิทยาลัยชุมชนนราธิวาสดำเนินการร่วมกับคณะมัณฑณศิลป์  มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปีพ.ศ.2565  ได้เปลี่ยนรูปแบบการสานแบบเดิม ๆ ที่ส่วนใหญ่เป็นกระเป๋า กระบุงที่ทุกคนสานเหมือนกัน ไปสู่รูปทรงใหม่ร่วมสมัย ที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่นเฟอร์นิเจอร์ โคมไฟซึ่งมีราคาที่สูงกว่า ออกแบบลวดลายที่ทันสมัย นักวิจัยมาเปิดโลกใบใหม่ ท้าทายให้พัฒนางาน ด้วยความเข้าใจสีสัน การจัดลวดลายให้เข้ากับรูปแบบผลิตภัณฑ์ และสนใจความต้องการของตลาดมากขึ้น องค์ความรู้ที่เกิดจากงานวิจัยทำให้รู้จักสานผลิตภัณฑ์ใหม่ๆมียอดซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีนายนัสรูน ซิแต ประธานกลุ่มสานกระจูดโคกพะยอมได้รับยอดสั่งทำนกเงือกด้วยกระจูดเพื่อตกแต่งร้าน Dior Gold House เมื่อข่าวสามมิติไปสัมภาษณ์ออกโทรทัศน์ ก็กลายเป็นคนดังในจังหวัด ต่อมาในปีพ.ศ.2568 ความทราบถึง  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา  ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณรับนัสรูนให้ทำงานถวาย นัสรูนจึงกลายเป็นครูศิลปาชีพที่อายุน้อยที่สุด

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไข่ขาว

โดยวิทยาลัยชุมชนสงขลา

ดำเนินงานภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจฐานรากลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบ

  ความเป็นมา

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบสงขลา ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา มีสมาชิกกลุ่ม ประมาณ 20 คนร่วมตัวขึ้นจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไข่ครอบจำหน่ายในชื่อ “ไข่ครอบแฝดสยาม” เป็นผลิตภัณฑ์ประมงพื้นบ้านที่เป็นอัตลักษณ์โดดเด่นในพื้นที่มาอย่างยาวนาน มีรายได้ต่อเนื่องทุกเดือน โดย กระบวนการทำผลิตภัณฑ์ไข่ครอบนี้ใช้ไข่เป็ดเป็นวัตถุดิบหลัก โดยใช้ส่วนของไข่แดงจากไข่เป็ดมาทำไข่ครอบ 100% จึงทำให้มีไข่ขาวเหลือใช้เป็นจำนวนมาก  โดยเฉลี่ยเดือนละ 200-300 กิโลกรัม แม้สามารถจำหน่ายไข่ขาว ในตลาดชุมชน และคนรักษ์สุขภาพ ได้ในราคากิโลกรัมละ 30 บาท แต่ก็ยังมีเหลือจำนวนมาก 

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบสงขลาจึงสนใจที่ต้องการเพิ่มมูลค่าจากวัตถุดิบไข่ขาวให้สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับกลุ่ม อีกทั้งไข่ขาวก็เป็นแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสูงและมีคุณประโยชน์อื่น ๆ มีมากมาย จึงได้ประสานกับวิทยาลัยชุมชนสงขลาเพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไข่ขาว ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถจำหน่ายในราคาที่สูงขึ้นได้  รวมทั้งพัฒนาสถานที่ผลิตเป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาการทำไข่ครอบ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ไข่ขาว ให้แก่นักท่องเที่ยว ผู้ที่สนใจ

  วิทยาลัยชุมชนสงขลาร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบสงขลายังมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไข่ขาวอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับไข่ขาว และสร้างรายได้ เศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน โดยจัดกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไข่ขาว ภายใต้การยกระดับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไข่ขาวเศษวัสดุเหลือใช้จากการผลิตไข่ครอบบนฐานทุนทรัพยากรและภูมิปัญญาอย่างสร้างสรรค์  ซึ่งจากการศึกษาถึงคุณประโยชน์ของไข่ขาวสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ไส้กรอกไข่ขาว

ผลการศึกษาคือผลิตภัณฑ์ไส้กรอกไข่ขาวซึ่งได้พัฒนาเป็นเมนูทางเลือกคนรักษ์สุขภาพ จำนวน 6 รายการซึ่งทานได้ทุกเพศ ทุกวัย สะดวกง่ายต่อการรับประทาน และมีประโยชน์มาก 

ไส้กรอกไข่ขาว

เมนูผลิตภัณฑ์

ไส้กรอกไข่ขาวผัดซอสไข่ครอบราดข้าว

ไข่ยัดไส้

ยำไส้กรอกไข่ขาว

แซนวิชไส้กรอกไข่ขาว

ไส้กรอกไข่ขาวทรงเครื่องน้ำแดง

เมี่ยงก๋วยเตี๋ยวลุยสวน

ติดต่อศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัล

กำลังส่งข้อมูล...